วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เงินดีๆ อยู่ที่ไหน

ช่วงนี้เป็นฤดูกาลหางาน และรับสมัครงานของหลายๆ ที่ เพราะใกล้เวลาที่เด็กๆ จะจบออกจากรั้วมหาวิทยาลัย หลังจากตรากตรำกันมาหลายปี

หลายๆ ที่รับสมัครคนเข้าทำงาน โดยเอาตัวเลขเงินเดือนมาล่อใจ แจก แถม สวัสดิการสารพัด
.
.
.
.
.

ทุนนิยมนี่มันทุนนิยมจริงๆ

.............

คำถามคือ เงิน คือทุกอย่างหรือไม่?

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
............

สำหรับคำถามนี่ก็แล้วแต่คนละกันครับ

แค่อยากจะฝากไว้นิดนึงว่า

งานสบาย เงินดี มันมีอยู่จริง แต่คุณก็ควรส่องกระจกดูว่าคุณคู่ควรหรือเปล่า

ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย อันนี้ก็จริง

แต่มันขึ้นกับว่าคุณวัดค่าความรวยจนด้วยอะไร ความรู้ ความสุข เม็ดเงิน หรือการมองเห็นคุณค่าของตนเอง? ถ้ามันไปด้วยกันได้มันก็ดี แต่คุณทำได้มั้ย ก็เท่านั้นเอง

ถ้ามีที่ที่จ้างคุณด้วยเงินเดือนสูง สูงกว่าความสามารถของคุณ (ซึ่งคุณก็อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผมก็ไม่อาจรับรู้ได้) คุณต้องรีบพัฒนาตัวเองเพื่อให้ควรค่ากับสิ่งที่ได้รับนั้น ไม่งั้นวันนึงพอเค้ารู้ว่าคุณกลวง โดนเฉดหัวแน่ๆ

แต่ถ้าคุณทำทุกอย่างดีแล้ว พัฒนาตนเองจนถึงที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่คุณได้รับกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องอยู่ที่นั่นต่อนี่ครับ

แต่ถ้าสิ่งที่คุณได้รับมันเหมาะสมกับความสามารถของคุณ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับมากขึ้นในอนาคต ตามความสามารถของคุณ แต่ถ้าไม่มีอะไรพัฒนา ก็อย่าอยู่ผิดที่เลยครับ

สุดท้ายนี้ ดูตัวเองก่อนครับ ว่าตัวเองอยู่ ณ จุดไหน อะไรคือเป้าหมาย และจะทำอย่างไร เพื่อไปถึงจุดหมายนั้น..... ส่องกระจกดูตัวเองกันครับ

*ดูด้วยนะว่ากระจกเบี้ยวหรือเปล่า*

ถ้ารู้ตัวเองว่าไม่มีอะไร ก็อย่าอาจหาญไปเรียกร้องสิ่งใด จากใครเค้าเลย หน้าไม่อาย

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ผมเป็นหมอม้าครับ

"ผมเป็นหมอม้าครับ"
นั่นคือสิ่งที่พี่ตอบเวลาคนถามว่าเป็นอะไร ทำอะไร คำตอบนี้มักจะได้รับ feed back กลับมาด้วยสีหน้าที่แปลกใจปนสงสัยเล็กน้อย จนหลายๆ ครั้งต้องบอกว่า "ผมรักษาม้าอย่างเดียวครับ ม้าตัวใหญ่ๆ อ่ะครับ" สีหน้าของคู่สนทนาค่อยคลายความแปลกใจลงไปได้บ้าง

ม้า อาจจะไม่เป็นสัตว์ที่หลายคนคุ้นเคย ม้า ดูตัวใหญ่และน่ากลัวสำหรับบางคน แต่แท้จริงแล้ว ม้า เป็นสัตว์ที่เปราะบางมาก และคนเลี้ยงม้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าใจม้าอย่างที่มันเป็น แค่เลี้ยงอย่างที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ปัญหาที่เกิดกับม้าส่วนใหญ่จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น

เป็นแบบนั้นจริงหรือ?
ตามธรรมชาติม้าจะอยู่เป็นฝูงในที่โล่งแจ้ง เดินและกินและกินและเดิน แทะเล็มหญ้าตลอดวัน เวลาพักก็มักจะยืนหลับ และต้องการการลงนอนหลับสนิทเพียง 15 นาทีต่อวัน แต่มนุษย์เราจะเลี้ยงม้าในคอก บ้างก็ผูกเชือกไว้ ปล่อยแปลงก็มีพื้นที่จำกัด และมักจะเลี้ยงแบบขังเดี่ยว ไม่มีเพื่อนหรือฝูง และขาดอาหารแทะเล็มตลอดเวลา ไม่แปลกเลยที่ม้าจะเบื่อ เครียด รู้สึกไม่ปลอดภัย บางตัวก็สูบลม กัดแทะไม้ เดินวนในคอก ยืนโยกทั้งวัน บางตัวถึงขนาดกินขี้ตัวเองก็มี!

ม้าตามธรรมชาติในประเทศไทยก็มีแค่ทางภาคเหนือ ด้วยเหตุผลเรื่องสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ ม้าส่วนใหญ่ในประเทศเป็นม้านำเข้า และม้าไม่สามารถปรับตัวได้เพียงระยะเวลาไม่กี่สิบปี การวิวัฒนาการใช้เวลานานกว่านั้นมากนัก ด้วยเหตุนี้ การให้อาหารเสริมเช่น แร่ธาตุ แคลเซียม และอิเล็กโตรไลท์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากม้าขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะมีปัญหาสุขภาพ ได้แก่ ปัญหาการเจริญพัฒนาของโครงสร้างของลูกม้า ปัญหาโรคกระดูกพรุน ปัญหาเรื่องการขับเหงื่อเพื่อการระบายความร้อน

การเลี้ยงม้าขังคอกก็สร้างปัญหามาก เพราะเมื่อม้าได้เดินน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการเคลื่อนที่ของลำไส้ก็จะลดลง กระเพาะม้าเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวม้า และตามธรรมชาติม้าใช้กระบวนการหมักโดยใช้แบคทีเรียในลำไส้ เพื่อเปลี่ยนหญ้า หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้เป็นพลังงาน ลำไส้ม้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (ทีได้จากอาหารเม็ด) ในปริมาณมากๆ เป็นมื้อๆ คนเลี้ยงม้ามักจะเข้าใจผิดว่าอาหารเม็ดเป็นอาหารหลักและหญ้าเป็นเพียงอาหารเสริม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วหญ้าควรจะเป็นอาหารหลัก และอาหารเม็ดคืออาหารเสริม

บางครั้งก็ปล่อยม้าในแปลงปล่อยที่มีแต่ทรายโดยไม่มีหญ้าและน้ำให้ และยังให้อาหารเม็ดในแปลงนั้นอีก เมื่ออาหารเม็ดตกลงพื้นม้าก็เก็บกิน ก็มักจะกินทรายเข้าไปด้วย ปัจจัยข้างต้นนี้ล้วนแต่โน้มนำให้เกิดโรคทางเดินอาหารในม้า

การให้อาหารเม็ดในปริมาณมาก กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กก็จะย่อยไม่ทัน เมื่อตกลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ก็จะทำให้ความเป็นกรดในลำไส้สูงขึ้น สมดุลย์ของแบคทีเรียในลำไส้ก็เสียไป แบคทีเรียตายก็ปล่อยสารพิษออกมา รวมทั้งแบคทีเรียก่อโรคก็จะเจริญมากผิดปกติอีกด้วย กรดและสารพิษก็จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เมื่อไปที่กีบก็ส่งผลให้เกิดการอักเสบของกีบ ไปที่กล้ามเนื้อก็ทำให้มีของเสียสะสมและล้าง่าย เมื่อไปวิ่งก็จะทำให้ม้าไม่ค่อยมีกำลัง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บตามมาอีก

นอกจากนี้การเลี้ยงม้าขังคอกก็จะทำให้ม้าต้องยืนดมขี้และฉี่ของตัวเอง(ซึ่งมีแอมโมเนียสูง) ตลอดทั้งวัน แถมยังติดพัดลมในคอกที่เป่าจากบนลงล่างซึ่งไม่ดีต่อการระบายอากาศ ทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจตามมา และการมีขี้ม้าในคอกมากๆ ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ รวมถึงพยาธิ

ธรรมชาติของม้าคือผู้ถูกล่า อารมณ์หลักของม้าจึงเป็นความกลัว พฤติกรรมที่ม้าแสดงออกบางครั้งก็เป็นแค่การแสดงความกลัว ม้าพยายามบอกเราว่าเค้ากลัว แต่มักกลับโดนดุโดนตีโดนทำร้าย ผลที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องพฤติกรรม ซึ่งมันป้องกันและแก้ไขได้ ถ้าเข้าใจธรรมชาติของม้า
.......

พี่เล่าเรื่องม้าทำไม?
จริงครับที่พี่ค่ายฟ้าหม่นฯ เค้าบอกให้พี่ช่วยเขียนบทความแนะนำสายงานหมอม้า ประสบการณ์ทำงาน รวมถึงความสนุกในการทำงาน แต่พี่ขอโทษจริงๆ ไม่รู้จะเล่าอย่างไรให้หมดใน 1 หน้ากระดาษ A4 (นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสองหน้า) เพราะมันเยอะเหลือเกิน พี่เลยคิดว่าถ้าเราเข้าใจว่าม้าในปัจจุบันมีปัญหาอะไรบ้าง สวัสดิภาพของม้าเป็นอย่างไร ก็น่าจะทำให้เรามองเห็นภาพลางๆ ได้บ้างว่า ถ้าเราเรียนสัตวแพทย์และเลือกที่จะเป็นหมอม้า เราจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง

ปัญหาจะเป็นเพียงแค่ปัญหาถ้าเราไม่ลองมองมุมกลับปรับมุมมอง เพราะแท้จริงแล้วปัญหามาพร้อมโอกาสครับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับม้ายังมีอีกมากครับ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะเข้ามาเป็นหนึ่งในคนช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านั้นก็มากด้วย 

ถ้าโดนสะกิดต่อมอยากก็อย่ามัวนิ่งเฉยครับ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน ;)

หมอฐา (thavet69)


บทความนี้สำหรับค่ายฟ้าหม่นคนดี (ค่ายแนะนำคณะสัตวแพทย์มหิดล) ครั้งที่ 7

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ม้าท้องเสียกับการให้ยาปฏิชีวนะ

ม้าท้องเสียไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะครับ
เพราะโอกาสท้องเสียจากการติดเชื้อในม้าเกิดขึ้นน้อยมาก มีเชื้อแค่สองประเภทที่ลำไส้ม้ามี Receptor (หมายความว่าแบคทีเรียโจมตีได้โดยตรง)

และในลำไส้ของม้ามีแบคทีเรียเพื่อช่วยย่อยอาหารอยู่แล้ว เพียงแค่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อย่อยน้ำตาล(จากอาหารเม็ด) และมักท้องเสียจากการเสียสมดุลย์ของลำไส้ใหญ่ เนื่องจากการให้อาหารเม็ดที่ไม่เหมาะสม

เพราะอาหารเม็ดมีคาร์โบไฮเดรต (น้ำตาล) สูง หากให้มากเกิน (ม้า 400 kg ไม่ควรเกิน 1.5kg/ มื้อ) จะทำให้อาหารเม็ดตกสู่ลำไส้ใหญ่ส่วน Caecum
ทำให้สมดุลย์ของลำไส้ส่วนนี้เสียไปเพราะ ความเป็นกรดจะมากขึ้น ทำให้มีการดึงน้ำจากส่วนอื่นของร่างกายเข้าสู่ลำไส้เพื่อเจือจางความเป็นกรด
ผลที่ตามมาก็คือทำให้มีน้ำในลำไส้มากกว่าปกติ ทำให้อึเหลว หรืออาจะลุกลามจนถึงขึ้นถ่ายเป็นน้ำ

ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะทุกประเภทในกรณีม้าท้องเสีย เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังฆ่าแบคทีเรียตัวดีๆ ที่ช่วยย่อยอาหาร และช่วยให้แบคทีเรียก่อโรคที่ทนต่อยาพวกนี้มากกว่ามีโอกาสได้เจริญเติบโต และก่อโรคในที่สุด

นอกจากนี้เมื่อแบคทีเรียตายก็จะปล่อยสารพิษที่เรียกว่า Endotoxin (ซึ่งมันก็คือ Lipopolysacharide ที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบนั่นแหละ)
และแบคทีเรียก่อโรคบางชนิดไม่ต้องรอให้ตาย แค่มันแบ่งตัวก็ปล่อยสารพิษแล้วก็มีครับ

การแก้ไขคือพยายามปรับสมดุลย์ของลำไส้ให้กลับมาสู่ภาวะปกติครับ สิ่งที่ช่วยได้คือการให้ Prebiotic และ Probiotic เช่น Bio-moss และ Yea-sacc ร่วมกับการรักษาตามอาการเช่น ภาวะขาดน้ำ (ทางที่ดีควรให้สัตวแพทย์เป็นผู้ประเมินม้าครับ) 

พิจารณาการให้อาหารเม็ดก่อนครับว่ามากเกินหรือไม่ จำนวนมื้อเหมาะสมหรือไม่ (เช้า เที่ยง เย็น วันละสามมื้อเป็นอย่างน้อยถึงจะดี) อีกอย่างที่เป็นได้คือม้าได้รับหญ้าอ่อนมากเกินไป เพราะหญ้าอ่อนจะมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่สูง ผลที่ได้คือม้าได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เช่นเดียวกับการได้รับอาหารเม็ดปริมาณมาก

สาเหตุที่ทำให้ม้าท้องเสีย ก็มีตามนี้ครับ อาหารเม็ดที่ให้มากเกิน ได้รับหญ้าที่อ่อนเกินไป มีพยาธิในลำไส้ในปริมาณมาก และสุดท้ายติดเชื้อ (ผมจัดอันดับการติดเชื้อไว้สุดท้าย เนื่องจากเกิดน้อยที่สุด)

แก้ที่สาเหตุครับ เพราะหลายครั้งโรคในม้าเกิดจากมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการนี่แหละครับ

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ

ผมนอยมาพักใหญ่กับเรื่องเดิมๆ ที่ต้องเจอทุกวัน มันเป็นเรื่องที่บั่นทอนทั้งกำลังใจ พละกำลัง และความตั้งใจที่มี

ผมเป็นหมอรักษาม้า ที่มักจะเจอเคสในกลุ่มม้าแข่งเป็นหลัก บางเคสไม่ได้สนใจว่าม้าจะเป็นอย่างไร มันเจ็บเหรอ ก็ฉีดยาแก้ปวดสิ ฉีดเท่านี้ไม่หาย ก็ฉีดเพิ่มไปอีกสิ ม้าจะได้หายเจ็บ และไปวิ่งแข่งได้ หลังแข่งถ้ามันเจ็บอีกก็ฉีดยาประคองอาการไว้ พอถึงวันแข่งก็ฉีดยาเพิ่มไป เดี๋ยวมันก็วิ่งได้ ยานั้นดียานี้ดี หายากันมาสารพัด เพื่อที่จะเอามาทำให้ม้าของตนวิ่งได้ โดยไม่เคยคิดเลยว่ามันจะส่งผลเสียอะไรกับม้า คิดเพียงแค่ว่าตราบใดที่ม้าวิ่งได้ เท่ากับว่ามันยังสบายดีอยู่

หลายๆ คน ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในวงการนี้ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ม้าหายเจ็บ ฉีดยาเข้าไป ให้ยาเข้าไป เค้าว่าดีก็ลองดู หายก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาวิธีอื่นมาลองใหม่

เจอแบบนี้เข้าไป กำลังใจมีเท่าไหร่ก็หมด

.................


ความคิดที่ว่า "เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ" และ "เราจะทำไปเพื่ออะไร" เริ่มเข้าครอบงำจิตใจ หันไปทางไหนก็ไม่เจอความสุข มันเหมือนกับว่าผู้ชายคนนี้กำลังหมดแรง

ทั้งๆ ที่มีความรู้สึกนั้นอยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ร่างกายก็ยังคงทำงานไปตามเดิม เพราะลึกๆ แล้วก็รู้ว่าผมแค่เหนื่อยเท่านั้นเอง (และถ้าไม่ทำงานมีหวังโดนเจ้านายด่าแน่นอน) เหมือนกับว่าผมกำลังเดินขึ้นบันไดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ผมขึ้นบันไดจนเหนื่อย พอเหนื่อยจนแทบจะไม่ไหว ผมก็หยุดอยู่ตรงนั้น.......

จะหยุดอยู่แค่นี้ หรือว่าก้าวถอยหลัง หรือจะไปต่อดี?

ผมถามตัวเอง...... และถามคุณด้วย

เราอาจจะก่นด่าบันไดแต่ละขั้นที่เราก้าวผ่านมาว่ามันทำให้เราเหนื่อยชิบหาย ทำให้เราหมดแรง แล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ด่าบันไดไปวันๆ

เราอาจจะก่นด่าตัวเราเองที่เสือกมาเลือกขึ้นบันไดอันนี้ บันไดที่มันเหนื่อยเกินไปสำหรับคนอย่างเรา เป็นบันไดที่ไม่ได้ราบเรียบ มีแต่เศษหิน มีแต่อุปสรรค ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แล้วก็เดินถอยกลับไป


หรือเราจะไปต่อ?


ต่างคนก็คงจะต่างคำตอบ แต่ก่อนจะตอบว่าหยุด ถอยหลัง หรือไปต่อนั้น เราควรถามตัวเองก่อนมั้ยว่าเราเดินขึ้นไปเพื่ออะไร จุดหมายของเราอยู่บนนั้นหรือเปล่า? ที่เราหยุดเนี่ยเพราะเราแค่เหนื่อยหรือเปล่า? และถ้าถอยหลังเนี่ยเพราะเรามันเป็นแค่ไอ้กระจอกหรือเปล่า? หรือว่าเราเดินมาผิดทางจริงๆ ?



.....................................



ผมอาจจะโลกสวยเกินไป เพราะผมไม่ได้มองว่าการทำอย่างไรก็ได้ ให้ม้าที่เจ็บกลับไปวิ่งได้เป็นความเก่งกาจ แต่ผมกลับมองว่าการจัดการให้ม้ามีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่โคตรเจ๋ง ผมถึงไปเน้นที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะลดโอกาสในการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งมันไม่เท่ไง มันไม่เห็นผลอะไรชัดเจนในเวลาอันสั้น มันไม่เหมือนกับการมียามาฉีดจึ้กเข้าไป แล้วม้าก็วิ่งปร๋อทันที

"เค้าให้กันมาแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่หมอทำกับที่พวกผมทำน่ะมันคนละเรื่องกันเลย ถ้าทำแบบที่หมอบอกน่ะมันไม่ได้หรอก"

ผมว่าถ้าคุณใช้แต่ยาโดยที่ไม่ใช้สมองคิดเสียก่อนว่าเพราะอะไรถึงต้องใช้ยา ไม่ได้คิดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดปัญหา พูดแค่ว่าเค้าทำกันมาแบบนี้ มองว่าปัญหาที่เกิดมันเป็นเรื่องปกติ ผมว่าคุณผิดปกติแล้วล่ะ

ถ้าคุณไม่ได้คิดไม่ได้เป็นแบบนั้นก็อ่านขำๆ ไปละกันครับ แต่ถ้าคุณเป็นแบบนั้น คุณควรส่องกระจกพิจารณาตัวเองดูบ้างนะครับ


"เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ" ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นและมันโลกนี้มันเป็นแบบนั้นจริง ผมคงต้องเขียนบทความนี้ไว้บนศิลาจารึกแล้วล่ะ

;)

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"คุณ" เป็นหนึ่งใน "ใคร" คนนั้นหรือเปล่า?

ถ้าปรึกษาเรื่องเคส ถามการป้องกัน การดูแลสุขภาพ หรือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับม้า ผมยินดีบอกครับ ยินดีที่จะคุยด้วยเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าถามว่าม้าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ลองรักษาแล้วไม่หาย จะให้ยาอะไรดี หาซื้อยามาฉีดเองอะไรเองนี่ขอบายนะครับ

ถ้าผมบอกอะไรไปแล้วก็ไปให้ยากันเองจนม้าหาย คราวหน้าไม่เรียกหมอแน่ๆ ไม่สิ แม้แต่จะโทรถามยังไม่เลย ก็ให้ยากันเองไป ม้าเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ มันเป็นคล้ายๆ ตัวนั้นอ่ะ ให้ยานั้นยานี้สิ แล้วพอไม่หาย อาการแย่ จะขาดใจอยู่ตรงหน้าก็ค่อยโทรมา วนกลับเข้าวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม ถ้าจะเล่นวนเวียนกันในวงจรอุบาทว์ก็ตามสบายครับ ส่วนผมขอบายจริงๆ

ผมไม่ได้ตรวจร่างกายม้า ไม่ได้ประเมินสภาพด้วยตนเอง ผมไม่กล้าจริงๆ ที่จะให้ยาอะไร เพราะผมวินิจฉัยไม่ได้ครับ ทำได้ก็แค่เดาเท่านั้น ผมไม่เก่งครับ ไม่เก่งเท่าเทรนเนอร์แน่ๆ ผมไม่ได้อยู่กับม้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้อยู่กับม้ามาตลอดชีวิต เหมือน "ใคร"

ผมไม่มีความกล้านั้น นับถือความกล้าของ "ใคร" บางคนจริงๆ ไม่รู้ว่าม้าป่วยเป็นอะไร ก็ป้อนยา ฉีดยากันไปได้สารพัด

ว่าแต่ "คุณ" เป็นหนึ่งใน "ใคร" คนนั้นหรือเปล่าครับ?

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชี้แจง "ขอความช่วยเหลือด่วนครับวิธีรักษาม้าเสียดท้อง"

ขอชี้แจงต่อจากบทความ "ขอความช่วยเหลือด่วนครับวิธีรักษาม้าเสียดท้อง" สักหน่อย ประเด็นหลักๆ ที่ต้องมาทำความเข้าใจกันโดยด่วน ก็ดังต่อไปนี้ครับ


ม้าเสียดก็แนะนำให้กรอกสารพัดสิ่งเข้าไป มีอะไรยัดใส่ปากมันไปเดี๋ยวหาย กรอกน้ำมันพืช กรอกกฤษณากลั่น กรอกยาธาตุน้ำแดง ให้ดื่มน้ำหรือกรอกน้ำเยอะๆ

ผมไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใดถึงมีคำแนะนำนี้เกิดขึ้นมา อาจจะคิดว่าการกรอกกฤษณากลั่นและยาธาตุน้ำแดงช่วยขับลม ให้ม้าตดหรือเรอออกมา ซึ่งบ้าไปแล้ว อาจจะเพราะคิดว่าน้ำมันพืชจะช่วยให้ลำไส้ลื่นขึ้นแล้วสิ่งที่อุดตันนั้นจะเลื่อนหลุดไปได้ ซึ่งถามว่าใช้ได้มั้ย เข้าใจถูกมั้ย ก็ถือว่าเข้าใจถูกครับ น้ำมันพืชช่วยให้อึนิ่มด้วย.......... 

แล้วทำไมการกรอกอะไรเข้าไปมันถึงไม่ดี?

ปัญหาจากการกรอกสารพัดสิ่งมั่วๆ เข้าไป มันจะเกิดเมื่อม้าเสียดแล้วมี Gastric reflux นี่แหละครับ เอ๊ะ แล้วมันหมายความว่าอะไร? Gastric reflux หมายความว่ามีอาหาร หรือน้ำ ไหลย้อนกลับมาที่กระเพาะอาหารครับ คุณอาจจะคิดว่าเดี๋ยวมันก็อ้วกออกมาเอง ถ้าคิดแบบนี้ คุณคือจุดอ่อนครับ เพราะธรรมชาติม้าอ้วกไม่ได้ครับ เรอก็ไม่ได้ ลองจินตนาการว่าถ้ามันไหลย้อนออกมาชั่วโมงละ 2-3 ลิตร ต่อเนื่องกันเรื่อยๆ ร่วมกับคุณกรอกสารพัดสิ่งเข้าไปมันจะเกิดอะไรขึ้น.......

กระเพาะอาหารแตกครับ!! ถ้าแตกแล้วคุณเตรียมเรียกรถด่วนเลย ไม่ใช่รถขนม้าไปโรงพยาบาลนะครับ รถขุดดินมาขุดหลุมรอครับ เพราะกระเพาะอาหารม้าที่น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัมนั้น มีความจุไม่เกิน 18-20 ลิตรเท่านั้น! เท่ากับถังสีเท่านั้น ยิ่งม้าเล็กก็ยิ่งเล็กตามไปด้วย และขอย้ำครับว่าม้าเป็นสัตว์กระเพาะเดี่ยวต่างกับวัวควายโดยสิ้นเชิง อย่ามั่ว!!
เมื่อรู้แบบนี้แล้วคุณยังจะกล้ากรอกอะไรลงไปมั่วๆ อีกมั้ย? ถ้ากล้าผมก็ขอยืนไว้อาลัยให้กับม้าของคุณที่ต้องมาเจอกับเจ้าของแบบนี้ ถือว่าเป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนก็แล้วกัน

ถ้าคุณจะบอกว่าก็เคยกรอกแล้วไม่เป็นอะไร หายด้วย ก็ถือว่าม้าตัวนั้นโชคดีที่เสียดแบบที่ไม่มี Gastric reflux กรอกไปเลยไม่ส่งผลเสียมากนัก (แต่ช่วยมั้ย ไม่มีใครบอกได้)
และอีกอย่างนึงที่ผมไม่พูดก็คงไม่ได้ การสอดท่อถ้าสอดไม่ดีเข้าหลอดลมนะครับ หลายคนบอกว่าม้าจะไอเวลาเข้าหลอดลม แต่ไม่เสมอไป ม้าบางตัวท่อเข้าหลอดลมก็ไม่มีอาการไอ ถ้าคุณสอดเข้าไปแล้วม้าไม่ไอแล้วคุณกรอกอะไรลงไปก็เตรียมเรียกรถครับ รถขุดดินเช่นเดิม

แล้วก็การกรอกยาแบบเอายาใส่ท่อพีวีซีใหญ่ๆ แล้วจับหน้าม้ายกขึ้นแล้วเทพรวดลงไปน่ะ เข้าปอดมานักต่อนักแล้ว เพราะเวลาม้าเงยหน้า ตำแหน่งของหลอดลมจะมารับกับสิ่งของที่กรอกเข้าไปพอดี นึกถึงเวลาที่คุณวิ่งเหนื่อยๆ สิ คุณยังเงยหน้าเพื่อที่จะหายใจเลย เพราะอะไรเคยคิดมั้ย เพราะลักษณะทางกายวิภาคมันเป็นเช่นนั้น เงยหน้าแล้วหายใจสะดวกขึ้นไง กายวิภาคในส่วนนี้ของคนกับม้าก็ไม่ต่างกันนัก

..............

โดยธรรมชาติม้าสามารถอั้นอุจจาระได้นาน 1-2 วัน





ถ้าปกติคุณขี้เช้า-เย็น แล้ววันนึงคุณไม่ได้ขี้เลยคุณยังคิดว่ามันธรรมชาติมั้ย ปกติม้าขี้วันนึงเป็นสิบกอง แล้วไม่ขี้ 1-2 วัน นี่คุณกล้าบอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมชาติอีกหรือ
เรื่องขี้เป็นเรื่องธรรมชาติ และถ้าม้าขี้ด้วยความถี่ ปริมาณ และลักษณะขี้ ที่ผิดไปจากปกติ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแล้วครับ ลองไปอ่านเรื่องขี้ๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ก็แล้วกันนะ


.........

หลายคนแนะนำให้จูงม้าเดิน เมื่อม้าเริ่มมีอาการเสียด

ข้อนี้ขอปรบมือให้ครับ เพราะการจูงม้าเดินนั้นส่งผลดีกับม้าครับ เพราะการเดินจะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนที่ของทางเดินอาหาร และกระตุ้นให้ม้าขับถ่าย การเดินจะช่วยให้ม้าลดความเจ็บปวดลงได้เล็กน้อย การเดินช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดจากการที่ม้าล้มตัวลงนอนบนพื้น หรือลงไปนอนกลิ้งได้ และที่สำคัญคือ เมื่อม้าเริ่มแสดงอาการเสียดเล็กน้อย การจูงม้าเดินเป็นวิธีรักษาเบื้องต้นที่คุณทำได้เองทันทีเลยครับ

..........

ล้วงเอาขี้ที่ค้างอยู่ออก แล้วก็สอดท่อกรอกยา หลายคนบอกว่าหมอก็ทำ

อยากจะบอกเหลือเกินว่า "สิ่งที่เป็นกับสิ่งที่เห็นมันไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน"
เวลาหมอไปรักษาแล้วล้วงก้นเอาขี้ออกหมอไม่ได้ช่วยเอาขี้ออกเพื่อให้ขี้ที่ค้างอยู่ออกไปจนหมดนะครับ ที่ล้วงออกก็เพราะว่าจะได้คลำตรวจลำไส้ดูได้ชัดเจนขึ้นว่ามีความผิดปกติอย่างไรบ้าง เงิบสิ

ลองคิดดูครับว่าแขนเรายาวเท่าไหร่ แล้วตัวม้ายาวเท่าไหร่ แล้วแขนเราเข้าไปได้แค่ไหน แล้วถ้ามันอุดตันที่ลำไส้เล็กหรือที่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ตรงท้องม้าอ่ะ จะล้วงขี้ออกมายังไงครับ ใช้ Common sense กันนิดนึง ก็จะรู้ว่าหมอไม่ได้ล้วงขี้ออกเพื่อให้ม้าหายมันทำไม่ได้ครับ ถ้าจะทำได้ก็คงต้องพี่งแม่นาคเท่านั้น

แล้วการสอดท่อน่ะ หมอไม่ได้สอดเพื่อกรอกอะไรเข้าไป หมอต้องการจะตรวจว่ามี Gastric reflux หรือไม่ จะได้ประเมินได้ว่าที่ม้าเสียดน่ะ มันน่าจะมีปัญหาที่ลำไส้ส่วนใด แล้วจะรักษาอย่างไร และการที่จะบอกว่ามีหรือไม่มี Gastric reflux มั้ย มันต้องมีหลักการในการดู หลักการในการคิดคำนวณด้วย ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าสอดๆ ไปก็จบ อย่างที่ทำๆ กัน และหมอไม่ได้แค่กรอกยาครับ เข้าใจเสียใหม่ด้วย

..........


ให้น้ำเกลือ

การที่หมอให้น้ำเกลือก็เพื่อรักษาภาวะแห้งน้ำ dehydration และต้องการที่จะให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Overhydration เพื่อให้น้ำจากเลือดเข้าสู่ลำไส้เพื่อให้ก้อนอาหารที่แพ็คแน่นนั้น มันหลุดออกและเคลื่อนผ่านไปได้ หลักการดูดีเลยทีเดียว งั้นที่ให้กันมั่วๆ เองสัก 2000 ซีซีบ้าง 4000 ซีซีบ้าง นั้นมันก็น่าจะดีใช่มั้ย ขอบอกว่าเอาน้ำเกลือที่ให้ไป 2-4 ลิตรนั้นน่ะ ตัดเปิดปากขวดกว้างๆ แล้วเอาราดตัวม้า เช็ดหน้าเช็ดตาเพื่อความสดชื่นของม้าน่าจะดีกว่า เพราะถ้าคำนวณอัตราการให้น้ำเกลือ และปริมาณน้ำเกลือที่ต้องให้แล้วมันได้แค่ไม่ถึง 10% ของที่ต้องการเท่านั้น และผมเชื่อว่าพอผมบอกแบบนี้ก็จะมีคนลองคำนวณกลับว่างั้นควรให้เยอะๆ ไปเลย ก็ขอบอกว่าไม่ถูกต้องอีกนั่นแหละ เพราะการให้น้ำเกลือไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่มันขึ้นอยู่กับวิธีการ และการประเมินสภาพม้า ที่หมอเรียกว่าการวินิจฉัยร่วมด้วย

...............


น่าจะหมดแล้วนะ....


ที่อยากจะฝากให้คิดดูคือ

คุณอย่าลืมว่าคนที่มาบอกวิธีรักษาที่เค้าเคยทำแล้วได้ผลน่ะ เค้าบอกความจริงคุณแค่ครึ่งเดียว

โปรดฟังอีกครั้ง

เค้าบอกความจริงคุณแค่ครึ่งเดียว

เพราะตัวที่รักษาไปมั่วๆ แล้วตายน่ะ เค้าไม่บอกคุณหรอก และเหตุผลที่ตายเค้าก็มักจะคิดกันว่าม้าเป็นหนักมากเลยช่วยอะไรไม่ได้ โทษม้าเช่นเคย ไม่ค่อยคิดทบทวนแล้วโทษคนในกระจกกันหรอก ม้าเสียดเพราะอะไร ก็โทษความซวย โทษม้า โทษตัวเองกันบ้างสิเฮ้ย จะได้คิดปรับปรุงพัฒนาอะไรกันบ้าง พี่น้องค้าบบบบบ

ม้าเสียดแบบไหนคุณยังไม่รู้เลย คุณยังไม่ได้ประเมินด้วยซ้ำไป คุณไม่เห็นม้าด้วยซ้ำไป คุณไม่ได้ซักประวัติอะไรเลย แต่คุณก็แนะนำไปแบบนั้น ซึ่งมันอันตรายครับ ม้าต้องมาเสี่ยงชีวิตจากความไม่รู้ของพวกคุณ อันตรายสำหรับเจ้าของก็คือเสียม้า เสียเงิน เสียใจ แต่เจ้าของไม่เสียชีวิตแน่ๆ ม้าตายก็ซื้อใหม่ได้ คนแนะนำที่มั่วๆ กันก็หายเข้ากลีบเมฆไปไม่ต้องรับผิดชอบอะไร หรือไม่ก็บอกว่าม้ามันเป็นหนัก โทษแต่ม้า ไม่เคยโทษคนในกระจกบ้างเลยนะพวกคุณ

(อารมณ์บวกกับความปากหมาล้วนๆ ขออภัยมา ณ ที่นี้)

........................

อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงจะเห็นว่าสิ่งสำคัญของการรักษาแท้จริงแล้วไม่ใช่การรักษา แต่มันคือการวินิจฉัย

ถ้าคุณจะเข้าใจการวินิจฉัยว่าต้องทำอย่างไร คุณต้องมีพื้นฐานความรู้เสียก่อน ซึ่งก็หาไม่ยากเท่าไหร่ครับ แค่คุณเรียนมัธยมปลายสายวิทย์-คณิต และสอบเข้าสัตวแพทย์ แล้วเรียนสัตวแพทย์ 6 ปีเท่านั้นเอง แล้วก็ต้องฝึกงานเฉพาะทางเรื่องม้าด้วย คุณก็จะสามารถวินิจฉัยได้แล้ว 

ถ้าสิ่งทีผมเสนอมันยากไป ผมและหมอม้าหลายๆ คนก็พร้อมที่จะช่วยคุณ ในเรื่องการจัดการการเลี้ยงม้า เพื่อลดปัญหาการเสียดท้อง รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกิดจากการจัดการการเลี้ยงม้าที่ไม่เหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ดีกว่าการตามรักษาเยอะครับ 

หมอม้าในประเทศไทยมีไม่ถึง 50 คน ม้าในประเทศมีเท่าไหร่กัน หมอจำนวนหยิบมือเท่านี้ช่วยคุณได้ไม่ทุกคนหรอกครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องช่วยตัวคุณเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าคุณจัดการการเลี้ยงได้ดีแล้ว คุณก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเวลาม้าป่วยครับ และที่สำคัญชีวิตที่อยู่ในกำมือคุณก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากน้ำมือคุณด้วย

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะเจอกันในสถานการณ์ชิวๆ บ้าง ไม่ใช่ม้าอาการแย่แล้วค่อยเจอกัน มันเหนื่อยนะ


ห๊ะ อะไรนะ ไม่เหนื่อยเหรอ? เฮ้อออออออออออ - -"

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความภาคภูมิใจในความป่าเถื่อน และ ความไม่เข้าใจในธรรมชาติของม้า

"มึงเยอะละ มึงจะเยอะไปละ!"

ผมได้ยินเสียงตะคอกแบบนี้ พร้อมกับเห็นค้อนกระทุ้งเข้าไปตรงหน้าอกของม้าสองสามทีติดกัน

"เป็นไงล่ะมึง ซ่านัก"

คำพูดนี้มาพร้อมกับอาการที่ม้าพยายามเบี่ยงตัวหลบออกจากค้อนที่กระแทกเข้ามาที่หน้าอก ด้วยแววตาที่ตื่นกลัว พร้อมด้วยรอยยิ้มที่กระหยิ่มยิ้มย่องภาคภูมิใจในความป่าเถื่อนของตัวเอง และยังหันไปยักคิ้วกับเพื่อนและรุ่นน้องที่ตามมาเป็นลูกมือ เหมือนกับจะสื่อว่ามันต้องแบบนี้ถึงจะเอาม้าอยู่ ม้าถึงจะยอม ส่งต่อความคิด จิตวิญญาณ และความป่าเถื่อนอย่างทั่วถึงกัน

เหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือ ม้าไม่ยอมยืนนิ่งให้ช่างเกือกตัดแต่งและใส่เกือกได้ถนัด พยายามดึงขาออกตลอด และเบี่ยงตัวหลบตลอด คนรอบข้างที่เห็นก็คงจะมองว่ามันช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญ ทำไมม้าถึงได้นิสัยเสียแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจและเอาใจใส่เลย คือม้ามันกำลังบอกเราว่าอะไร และมันตอบสนองแบบนั้นเพราะอะไร

การที่ม้าพยายามดึงขาออก และเบี่ยงตัวหลบ มันกำลังบอกเราว่ามันกำลังกลัวกับการที่จะต้องถูกมนุษย์ยกขาและมาทำอะไรบางอย่างกับกีบของมันที่มันไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ ม้าเป็นสัตว์ที่เป็นเหยื่อในธรรมชาติ ไม่ได้เป็นผู้ล่า สัญชาติญาณเมื่อเจอสิ่งที่มีอันตรายก็มักจะเป็น Flight ไม่ใช่ Fight ม้าเลือกที่จะหนีออกจากสิ่งที่ทำให้เจ็บ ทำให้กลัว สิ่งที่ไม่ปลอดภัยทั้งหลาย และเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ม้ากลัวก็ความเจ็บจากการยกขาม้าที่สูงและดึงขาม้าออกมาจากแนวกลางตัวมากเกินไป เมื่อม้าเจ็บมันก็กลัว เมื่อมันกลัวมันก็หนี ง่ายๆ แบบนั้นเอง

.......

แต่เมื่อมันพยายามหนีเพราะว่ามันกลัว สิ่งที่มันได้รับก็คือแรงกระแทกของหัวค้อนที่เข้ามาที่หน้าอก ที่ทำให้มันเจ็บ และยิ่งกลัวมากกว่าเดิม เป็นการตอกย้ำความคิดเดิมของมันว่า การอยู่กับคนที่มีลักษณะแบบนี้มันไม่ปลอดภัยจริงๆ ต้องเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ไกลเพราะขลุมที่ใส่และเชือกที่ขึงโยงเอาไว้ให้อยู่กับที่ ทุกครั้งที่เจอกับมนุษย์ที่ใส่กางเกงหนัง มีมีดในมือ มีตะไบ มีเสียงตีเหล็ก สมองของมันจะเตือนตัวเองทันทีว่า เดี๋ยวได้เจ็บตัวแน่ๆ และเหมือนเดิมสัญชาตญาณบอกให้หนี แต่ก็ทำได้แค่เบี่ยงตัวหลบ และดึงขาออกจากคนๆ นั้น แต่เมื่อมันพยายามหนีเพราะว่ามันกลัว สิ่งที่ได้มันได้รับก็คือแรงกระแทกของหัวค้อนที่เข้ามาที่อก ทำให้มันเจ็บ และยิ่งกลัวมากกว่าเดิม เป็นการตอกย้ำความคิดเดิมของมันว่า การอยู่กับคนที่มีลักษณะแบบนี้มันไม่ปลอดภัยจริงๆ ต้องเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ไกลเพราะขลุมที่ใส่และเชือกที่ขึงโยงเอาไว้..........


เหตุการณ์เกิดขึ้นวนไปแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียทีตราบใดก็ตามที่คนยังไม่เข้าใจธรรมชาติม้า และโยนความผิดทั้งหมดให้ไอ้ม้าดื้อ และสั่งสอนมันซะ


.........


ถ้าคุณเป็นม้าตัวนี้ คุณจะทำอย่างไร? ช่วยบอกที...