วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

"หมอ"



วันนี้เป็นอีกวันที่หนัก..... หนักใจ


ระหว่างที่กำลังตรวจม้าอยู่ที่คอกม้าแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ได้มีโทรศัพท์เข้ามา ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะรีบร้อน ถามว่าที่นี่ใช่โรงพยาบาลม้าหรือไม่ และต้องการที่จะให้เข้าไปรักษาม้าให้หน่อย ซึ่งสถานที่ก็อยู่ห่างจากที่ผมอยู่ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร


ถามอาการทางโทรศัพท์ก็บอกมาว่าม้าท้องอืด และให้กรอกยาให้ไปแล้วในเบื้องต้น และม้ามีอาการมาตั้งแต่เมื่อวาน.......


สุดท้ายผมก็รับปากว่าจะเข้าไปรักษาให้ เพราะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลและสามารถช่วยได้


พอไปถึงที่นัดหมาย ก็พบกับม้าตัวเล็กๆ ตัวนึง น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม กำลังยืนตัวเกร็ง กล้ามเนื้อสั่นทั้งตัว ขาหลังถ่างออก และพยายามย่อตัวลงนอนตลอดเวลา


ม้าตัวนี้กำลังเจ็บปวดรุนแรง ในตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเสียด เห็นอาการม้าก็รีบจัดการก่อน อันดับแรกคือสอดท่อเข้ากระเพาะอาหาร มีหญ้าออกมา ซึ่งหญ้าให้กินครั้งสุดท้ายคือเมื่อวานเย็น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรออกมามากนัก อาการปวดไม่น่าจะมาจากกระเพาะอาหารที่ขยายตัว........


หลังจากนั้นก็ให้น้ำเกลือเพราะม้า dehydrate มาก และเยื่อเมือกเป็นสีม่วง รวมถึง CRT ประมาณ 3 วินาที อัตราการเต้นของหัวใจสูง หายใจหอบเสียงดังตลอดเวลา ม้าตัวนี้กำลังเดินหน้าไปสู่อาการช๊อค


หลังจากที่ให้น้ำเกลือและให้ยาลดปวดไป พบว่าม้าไม่ตอบสนองเท่าที่ควร ระหว่างนี้ก็ให้พี่คนขับรถ ขับไปเอาน้ำเกลือเพิ่มเติมที่คอกม้าใกล้ๆ นั้น เพราะน้ำเกลือบนรถไม่มี และที่คอกนั้นมีน้ำเกลือแค่ 5 ขวด


ระหว่างที่รอน้ำเกลือก็ซักประวัติโดยละเอียดอีกครั้ง... จากคนดูแล


ม้าแสดงอาการปวดท้องตั้งแต่เมื่อวานเย็น เห็นว่าม้าตะกุยคอก และยืนตัวเกร็ง แต่ก็คิดว่าม้าไม่ได้เป็นอะไรมาก และม้ายังพอกินได้ อึได้ และตดได้


พอมาเห็นอาการอีกครั้งตอนเช้าก็พบว่าม้านอนตัวเกร็ง กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ขาเหยียดเกร็ง คอเกร็ง หันคอไม่ได้เลย พอเห็นแบบนั้นคนดูแลก็พยายามให้ม้าลุกขึ้น และพาออกไปเดิน พอพาออกไปเดินก็พบว่าม้าตดหลายครั้ง และเวลาเดินก็จะเดินตัวเกร็งเกือบตลอด


หลังจากนั้นก็กรอกยาธาตุน้ำแดงเข้าไปสองขวด.... และฉีดยาไป 15 ซีซี


ส่วนเรื่องการให้อาหารก็ให้กินหญ้าตลอดวัน และให้อาหารข้นวันละ 1 กิโลกรัม วันละ 1 ครั้ง......


ม้าตัวนี้ไม่เคยทำวัคซ๊น ถ่ายพยาธิเคยถ่าย แต่ไม่รู้ว่าใช้ยาอะไร....


..............................


พอเจ้าของม้ามาก็ได้คุยกับเจ้าของม้าว่าอาการตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก และก็ได้พูดคุยเรื่องต่างๆ เพิ่มเติม พบว่าคอกม้าที่ฟาร์มยังสร้างไม่เสร็จเลยมาฝากหมอให้ดูแล และจัดการเรื่องตอน พร้อมกับฝึกม้า.....


ห๊ะ เดี๋ยวนะ คนนี้เป็นหมอเหรอ แล้วทำไมถึงรักษาไม่ได้เลย แล้วก็ไม่รู้อะไรเลย ตอนม้าได้ด้วยเหรอ....... (คิดในใจ)


และหลุดปากออกไป


พี่คนนี้เป็นหมอเหรอครับ?? เป็นสัตวแพทย์เหรอครับ??


เจ้าของตอบกลับมาว่า เค้าไม่ใช่หมอเหรอ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเค้าเรียกกันว่าหมอก็เลยเอาม้ามาให้ดูแล


ด้วยความปากไว ผมตอบทันทีว่าไม่ใช่สัตวแพทย์ครับ อาจจะเรียกว่าหมอ แต่ไม่ใช่แน่ๆ


และก็บอกเจ้าของไปว่า ถ้าตอนม้าไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนโดยคนๆ นี้ ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูง เพราะผมไม่รู้ว่าวิธีที่เค้าใช้คืออะไร และสะอาดมากพอมั้ย เพราะคนที่ไม่ใช่สัตวแพทย์มักจะไม่คำนึงถึงเรื่องนี้


พอหันไปถาม "หมอ" ว่าพี่ช่วยบอกผมตรงๆนะ ว่าพี่ทำยังไงบ้าง สิ่งที่ฟังมาอยากจะบอกว่า เหี้ยอะไรเนี่ยยยยยยยยยย


หลังจากนั้นผมก็เดินไปดูม้าอีกรอบ พอเอามือไปแตะที่บริเวณซี่โครง สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือ... เสียงครึ่กๆๆๆๆ ตามจังหวะการหายใจ.........


...........


ผมหันไปถาม "หมอ" อีกเรื่องว่า พี่กรอกยาไปยังไงครับ สอดท่อหรือเปล่า เค้าบอกว่าไม่ได้สอดท่อ ก็กรอกปากตามปกติ.... อืม........ ใช้อะไรครับ


แล้ว "หมอ" ก็ชี้ไปที่ท่อพีวีซ๊ ยาวประมาณ 30 cm เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 cm ด้านนึงตัดเป็นปากฉลาม...........


me: พะ พี่กรอกยังไงครับ...


"หมอ" : ก็เอายาใส่กระบอกแล้วก็กรอกใส่ปากเลยครับ


me: แล้วม้ากลืนเข้าไปมั้ย ตอนกรอกนี่ก็จับหน้าม้ายกขึ้นแล้วกรอกลงไปหรือเปล่า...


"หมอ" : อ่า ใช่ครับ แบบนั้นแหละ


me : ................... ขอบคุณครับ


เวลาจับม้าเชิดหน้าขึ้นสิ่งที่จะเปิดรับสิ่งต่างๆ จากปาก ไม่ใช่หลอดอาหาร แต่เป็นหลอดลม........


เพราะหลอดลมอยู่ด้านล่างของหลอดอาหาร เวลาที่สอดท่อ ถึงต้องงอคอม้ามากๆ เพื่อให้หลอดอาหารที่อยู่ด้านบนมาอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการสอดเข้าไปได้


ผมก็มองหน้า "หมอ" ตรงๆ แล้วก็บอกเค้าว่า ที่พี่กรอกไป มันทำให้ม้าสำลักได้ และมันเป็นสิ่งเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมปอดม้าถึงมีเสียงแบบนั้น......


หน้า "หมอ" ถอดสีสิครับ


แล้วอีกอย่างนึงที่พี่ตอนม้า ตอนนี้แผลที่ตอนยังไม่ปิด บวมอยู่แต่ไม่มากนัก แต่มีหนองไหลออกมาเวลาที่ผมบีบ และม้าตัวนี้ไม่เคยทำวัคซ๊นอะไรเลย.... บาดทะยัก พี่รู้จักมั้ยครับ?


...................................................


ตอนที่ผมคุยกับ "หมอ" เจ้าของม้าไม่อยู่ ผมถึงได้คุยตรงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น....


ตอนนี้มี 3 ปัญหาคือ ระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร.......


อาการที่แสดงแต่ละระบบ เป็นอาการที่ทำให้ม้าถึงตายได้ทั้งนั้น แม้จะเจอแค่ระบบเดียว........


และสิ่งที่เกิดขึ้น ป้องกันได้ แต่ไม่มีใครป้องกัน และบางอย่างถ้าไม่ทำจะดีกว่า.....


ผมเสนอทางเลือกให้ สองทาง คือยื้อจนถึงที่สุด หรือฉีดยาให้หลับไป.......


โอกาสรอดไม่มากนัก


สิ่งที่ "หมอ" ตอบกลับมาคือว่า ให้ผมคุยกับเจ้าของโดยตรงดีกว่า เพื่อให้เจ้าของตัดสินใจ แต่ให้ผมพยายามเลี่ยงไม่พูดเรื่องบาดทะยัก............


..................


ผมเข้าไปตรวจแล้ว พยายามรักษาแล้ว แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น


ภายหลังจากที่ผมออกมาอาจจะมีการพูดคุยกันในทำนองที่ว่า "หมอ" คนนั้นได้ทำทุกอย่างแล้ว ดีที่สุดแล้ว เรียกสัตวแพทย์มาก็ค่าเท่ากัน ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่ "หมอ" คนนั้นทำหรอก.......


แต่พวก "หมอ" ไม่เคยยืดอกรับเลย ว่าสิ่งที่ทำไปมันไม่ใช่การรักษา มันทำให้ม้ามีแต่แย่ลง และตายในที่สุด........


สิ่งที่ "หมอ" ทำกัน คือสิ่งที่บอกต่อกันมา ฉีดยาตัวนี้เท่านี้ ให้กรอกยาตัวนี้ ให้ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ไม่มีหลักการ ไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย พอถามว่าใครบอกให้ทำ ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วก็บอกว่าพวกกัน เค้าทำกันมาแบบนี้


บุคคลที่เรียกสถาปนาตัวเองว่าเป็น "หมอ" แต่สิ่งที่ทำมันกลับตรงข้ามกับ สัตวแพทย์อย่างพวกผมเหลือเกิน


ไม่มีใครเอาผิดคนเหล่านี้ได้ และถ้าเจ้าของก็ยังคงเชื่อใจคนเหล่านี้ มันคงจะมีเรื่องราวแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น.....


และผู้ที่รับผลของการกระทำนั้นก็ไม่ใช่ใคร...... ม้าของพวกคุณเอง.....

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กีบม้า หัวใจอีกดวงของม้า


กีบม้าเป็นจุดที่อยู่ต่ำสุดของตัวม้า ซึ่งตรงข้ามกับความสำคัญที่คงต้องจัดให้อยู่ในลำดับต้นๆ เพราะหากกีบม้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ปัญหาต่างๆ ที่ตามมาก็จะน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย

กีบม้าควรได้รับการดูแลทุกวัน ด้วยการแคะกีบ และล้างทำความสะอาด
การแคะกีบและล้างกีบทุกวัน มีประโยชน์อย่างมาก เพราะสิ่งที่ติดอยู่ภายใต้กีบอาจจะไม่ได้มีแค่เศษดิน เศษทราย อาจจะเป็นหิน หรือกรวดก้อนเล็กๆ ที่เข้าไปติดอยู่ในร่องต่างๆ และเศษหินเหล่านี้เองที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบในภายหลังได้ รวมทั้งขณะที่เราทำความสะอาด เราก็จะสามารถสำรวจดูความผิดปกติของพื้นกีบได้ ว่ามีการอักเสบหรือไม่ เป็นการดูแลประจำวันที่ช่วยป้องกันโรค และหากมีการบาดเจ็บใดๆ ก็จะสามารถพบได้เร็ว อาการของโรคก็จะไม่รุนแรง

การตัดแต่งกีบม้าก็มีความสำคัญ หากทำดีก็ช่วยป้องกันปัญหาได้
การตัดแต่งกีบม้าและการใส่เกือก เป็นเรื่องที่เราควรให้ความใส่ใจมากขึ้น หลักการในการสังเกตุง่ายๆ คือ เราต้องรู้เสียก่อนว่ากีบปกติของม้าควรมีลักษณะใด เพราะหากเรารู้ว่าปกติเป็นอย่างไรแล้ว เมื่อเห็นสิ่งที่ผิดปกติไปก็จะสามารถทราบได้ทันที และบอกได้ว่าผิดไปจากเดิมอย่างไร

แล้วกีบม้าที่ปกติเป็นอย่างไร?

ส้นกีบด้านนอกกับด้านในไม่เท่ากัน
กีบม้าที่ปกติดูได้ไม่ยาก คำที่ควรท่องจำไว้มีเพียงคำเดียวคือ “ความสมมาตร”

หากเราใส่รองเท้าที่ส้นของรองเท้าด้านนึงสึกกว่าอีกด้าน เวลาเรายืนเราจะเป็นอย่างไร? ม้าก็เป็นเช่นกัน หากส้นกีบด้านในและด้านนอกสูงไม่เท่ากัน ม้าก็จะยืนขาเบี้ยว แรงกดที่ลงไปบนกีบก็จะไม่เท่ากัน จุดใดที่รับแรงกดมากก็จะมีโอกาสเจ็บมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเราใส่รองเท้าแตะที่ตัดส้นออก เวลาเรายืนเราจะเป็นอย่างไร? ม้าก็เป็นเช่นกัน หากส้นกีบเตี้ย เส้นเอ็นด้านหลังของกีบก็จะรับแรงตึงมากกว่าปกติ ทีนี้พอม้าไปวิ่งก็จะรับแรงตึงมากกว่าปกติ จากที่ปกติก็มากอยู่แล้ว โอกาสในการเจ็บก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย




มุมกีบของขาแต่ละข้างแตกต่างกัน

หากเราใส่รองเท้าคัตชูข้างซ้าย ส่วนข้างขวาเป็นรองเท้าแตะ เวลาเราเดินก็จะรู้สึกอย่างไร? ม้าก็เช่นกัน หากกีบเท้าซ้ายและขวาสูงต่ำต่างกันมาก เวลาเดินน้ำหนักที่ลงไปแต่ละข้างก็จะไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่ง และม้าแข่งหนึ่งตัวน้ำหนักเกือบครึ่งตัน










กีบแบบนี้เรียกว่า Long toe low heel
 (ปลายยาว ส้นเตี้ย) มุมกีบผิดรูป
หากเราใส่รองเท้าตีนกบ เวลาเราเดินจะเป็นอย่างไร? ม้าก็เช่นกัน หากเราตัดแต่งกีบให้ส้นกีบเตี้ย และด้านหน้ากีบยาว เวลาก้าวเดิน หรือวิ่ง การก้าวขาจะทำได้ช้าลง และปกติม้าจะก้าวขาหลังมาเกือบจะซ้ำรอยเดิมที่ขาหน้าเหยียบไว้ หากขาหลังก้าวมาแล้ว แต่ขาหน้ายังไม่ก้าวไป ม้าก็จะเตะข้อหรือน่องของตัวเอง ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงได้






การใส่เกือบที่เล็กเกินไป
หากเราใส่รองเท้าที่เบอร์เล็กเกินไป เราจะรู้สึกอย่างไร? ม้าก็เช่นกัน เวลาที่เราใส่เกือกเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เวลาเดินก็จะเกิดแรงกดที่ส้นมากกว่าปกติ ทำให้ส้นล้มและทอดนอนกว่าปกติได้ เป็นสาเหตุที่ว่าเวลาแต่งกีบถึงจะไม่ได้ตัดตรงส้น แต่ส้นก็ยังเตี้ยอยู่ดี และผนังกีบตรงส้นก็จะม้วนเข้าไปด้านใน

เพราะกีบม้าที่ดี ความสูงของส้นต้องเท่ากัน มองจากด้านหน้าเมื่อลากเส้นแบ่งตรงกลาง กีบต้องได้สมมาตรกัน มุมของกีบที่ดีขาหน้าควรอยู่ที่ประมาณ 45 องศา ส่วนขาหลังควรอยู่ที่ประมาณ 50-55องศา เกือกที่ใส่ต้องเหมาะสมกับขนาดของกีบ ไม่ใช่ตัดแต่งกีบให้เข้ากับขนาดของเกือก 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เจ้าของและเทรนเนอร์สามารถช่วยกันดูแล และให้คำแนะนำกับช่างเกือกได้ เพราะการตอกเกือกเป็นงานที่หนักมาก จนบางครั้งช่างก็เหนื่อยเสียจนมองข้ามจุดเล็กๆ น้อยๆ นี้ไป คนเลี้ยงสามารถช่วยทำความสะอาดกีบ และสำรวจความผิดปกติต่างๆ ได้ สิ่งที่สัตวแพทย์ทำได้มีแค่การให้คำแนะนำ เมื่อเกิดปัญหาไปแล้ว........

ป้องกันที่ต้นเหตุ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา ม้าก็ไม่ต้องเจ็บจากสิ่งที่ป้องกันได้ สามารถไปแข่งได้อย่างเต็มภาคภูมิ

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำไมหมอคุยแต่เรื่องวิชาการ


ผมโดนพี่คนเลี้ยงม้าบ่น.....
"หมอนี่นะไม่ไหวเลย คุยกันทีไร เอาวิชาการใส่ผมทุกที" พี่แกพูดไปก็หัวเราะไป

"ถ้าหมอไม่เป็นคนพูดเรื่องวิชาการ แล้วใครจะพูดล่ะพี่" ผมตอบกลับไป

"ทำไมหมอไม่มาดูที่ผมทำนี่ เค้าสืบต่อกันมาแต่ไหนแต่ไร เป็นสูตรโบราณเก่าแก่เลยนะ มานี่ๆเดี๋ยวผมสอนให้" แกพูดพร้อมกับกวักมือเรียก

ผมก็ได้แต่ตามไปดูว่าพี่แกจะทำอะไร พบว่าพี่แกเอามะนาวมาฝานแล้วเอาปูนแดงโปะบนมะนาว แล้วเอาไปถูกับแข้งม้า ตัวที่เสียวแข้ง....

ทีนี้สนุกละ

me: เอางี้เลยเหรอพี่ มันจะกัดผิวหนังมั้ยน่ะ
he: เอางี้แหละหมอสูตรโบร่ำโบราณ
me: แล้วพี่ต้องทาแบบนี้กี่วันถึงจะอาการดีขึ้น
he: มันก็แล้วแต่ตัวนะ ส่วนมากอาทิตย์นึงก็ดีขึ้น ช่วงนี้ก็พาเดินอย่างเดียว
me: ทำไมมันถึงดีขึ้นล่ะพี่
he: เอ๊าาาาา ก็นี่ไงหมอ ผมทำนี่ ทุกวัน มันก็เลยดีขึ้น
me: มะนาวกับปูนมันทำอะไร?
he: ก็ช่วยสมานแข้ง ดูดน้ำเหลืองออก ทาไผมันก็เลยยุบลง เนี่ยวันก่อนบวมกว่านี้อีกนะ
me: ผมว่ามันดีขึ้นเพราะพี่ประคบน้ำแข็งนะ แล้วก็พักม้าด้วยไง พอไม่ได้ไปกระแทก อาการมันก็ดีขึ้น ที่ผมบอกไงพี่ พักเฉยๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้น
he: หมอนี่เถียงผม มีแต่วิชาการ ม้าเนี่ยเสียวแข้งเกือบทุกตัว เราต้องประคองไปเรื่อย จนได้อายุมันทีนี้ก็ไม่เจ็บละ
me: เป็นปกติเลยเหรอพี่ เสียวแข้งทุกตัว พออายุมากขึ้นก็จะหายเอง เป็นปกติเลยเหรอ?
he: ใช่ๆ มันเป็นปกติเลยหมอ
me: นี่ไงพี่คำตอบ พี่ก็รู้ว่ามันเป็นปกติ พี่ก็ยังฝืนเอาม้าเจ็บไปซ้อมเนอะ..... (ยิ้มหวาน........;)


1. ม้าเสียวแข้ง พักสักอาทิตย์นึงอาการก็เริ่มดีขึ้น เพราะแค่พาเดิน ไม่ได้รับน้ำหนักมาก แต่พอเอาไปซ้อมอีก แล้วก็กลับมาเสียวแข้งอีก เพราะอาการเท่านั้นที่ดีขึ้น แต่กระดูกมันยังไม่หาย พอรับแรงกระแทกอีก ก็เจ็บอีกเป็นธรรมดา


2. พี่แกบอกว่าปูนแดงกับมะนาวช่วยดูดน้ำเหลือง ทำให้ตรงที่บวมมันยุบลง ร่างกายมีระบบน้ำเหลืองนะครับ ปกติมันก็มีการสร้างและดูดกลับในระดับที่พอดีกัน เลยไม่บวม ที่บวมเพราะมันอักเสบแล้วสร้างมากขึ้น พอพี่ประคบน้ำแข็ง และพักม้า มันก็ลดการอักเสบ ก็สร้างออกมาลดลง มันก็ต้องยุบเป็นธรรมดา


3. ม้าเสียวแข้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติในม้าที่กำลังโต สิ่งที่ควรทำคือพักซ้อมครับ นึกถึงตัวเราถ้าเราเจ็บขา เดินแล้วเสียวหน้าแข้ง เราจะทำอะไร เราจะหายามาทาให้กัดผิวหนังตรงหน้าแข้ง ให้ตัวเองเจ็บหว่าเดิม? เอามะนาวกับปูนแดงทา? หรือไง?


4. สูตรโบราณ โดยส่วนตัวผมชอบนะ แต่หาเหตุผลให้ผมหน่อย ถ้าดีผมเอามาใช้แน่ๆ แต่ถ้าทำไปเพราะเค้าทำต่อๆกันมา โดยบอกว่า "เค้าว่ากันว่า" ผมก็ว่ามันแปลกๆนะ


ผมก็ไม่ได้เกลียดพี่แกนะ แต่ไม่รู้ว่าพี่แกเกลียดผมมั้ย ผมมักจะดูว่าพี่แกทำอะไร แล้วก็โยนคำถามไปเรื่อยๆ พอแกตอบไม่ได้ ผมก็จะบอกแกว่าเพราะอะไร แต่แกจะเชื่อมั้ย ก็อีกเรื่องนึง

.......เพราะคนเราเลือกจะเชื่อ ในสิ่งที่เค้าต้องการเชื่อ


หรือเพราะว่าผมโรคจิต พยายามพูดให้ฟัง เพื่อวันนึง ผมจะได้พูดอย่างเต็มปากได้ว่า.....

"กูบอกมึงแล้ววววววววว"

(ยิ้มหวานนนนน......;)


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ฝีกกเล็บ

เอ๊ะ นี่มันโรคอะไร บางคนฟังแล้วเค้าก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าชื่อโรคมันมาจากไหน ไม่รู้ว่าใครบัญญัติขึ้นมา.......

คำว่า ฝี พอเข้าใจได้ แต่ กกเล็บ คือส่วนไหน ไม่ค่อยเข้าใจ....

สุดท้ายผมก็ต้องพึ่งพาพี่เทรนเนอร์ให้ชี้เป้าให้ดู แล้วก็ถึงบางอ้อ มันก็คือไรกีบที่อยู่บริเวณส้นนั่นเอง

ลักษณะอาการคือ ม้าจะเจ็บที่กีบ เดินก็เจ็บแล้ว สักพักไรกีบตรงส้นจะบวม ม้าก็จะยิ่งเจ็บ แล้วก็ยิ่งบวม ยิ่งเจ็บ ยิ่งบวม แล้วก็...พรุ่ดดด แตกออกมา ม้าก็จะอาการดีขึ้น เดินแล้วเจ็บน้อยลง แต่ก็ยังมีหนองออกมาเรื่อย กว่าจะหายก็ใช้เวลาพอสมควร

แต่พอหายแล้วก็มักจะกลับมาเจ็บอีก....

แล้วก็มาลงเอยประโยคสุดฮิต....

มันเป็นแบบนี้แหละหมอ เป็นแล้วไม่ค่อยหายหรอก ผมอยู่กับม้ามานาน ผมเห็นมาหลายตัวแล้ว

คำถามคือแล้วทำไมมันถึงเป็นครับ? สาเหตุเกิดจากอะไร แล้วมันป้องกันได้มั้ย?

.

.

.

ฝีกกเล็บ มันเป็นชื่อเรียกที่เรียกกันขึ้นมาเอง กกเล็บ คือชื่อเรียกของไรกีบบริเวณส้นเท้า

แล้วทำไมมันจึงเป็นฝี??

จริงๆ แล้วฝีไม่ได้เกิดที่ตรงกกเล็บ แต่ฝีมักจะเกิดขึ้นภายในกีบ เนื่องจากม้าไปเหยียบหิน กรวด หรืออะไรที่แข็ง แล้วส่งผลให้เกิดการอักเสบภายใน เกิดเป็นฝีในกีบในที่สุด (ถ้าไม่มีอะไรทะลุเข้าไปก็จะเป็นฝีแบบที่ไม่ติดเชื้อ Non septic abscess)  แต่บางครั้งก็เกิดจากการตอกตะปูเกือก แล้วเข้าไปในส่วนที่เป็นเส้นเลือด เส้นประสาท ที่เรียกว่า White line (ถ้าเป็นกรณีนี้ฝีที่เกิดขึ้นก็จะเป็นแบบที่ติดเชื้อ Septic abscess)

ลองคิดภาพตาม เมื่อฝีเกิดขึ้นในกีบ เป็นหนองอยู่ภายใน แล้วไม่มีทางระบายออก มันจะไปที่ไหน....

เป็นเรา ถ้ามีทางออกสองทาง ทางนึงต้องวิ่งไปกระแทกประตูไม้ อีกทางนึงวิ่งไปกระแทกประตูที่เอาผ้ามาขึงกั้นไว้.......... (หวังว่าคงจะไม่มีคนซาดิสม์ วิ่งกระแทกประตูไม้)

ใช่ครับ มันมักจะออกทางที่นุ่มกว่า ออกได้ง่ายกว่า ซึ่งก็คือไรกีบนั่นเอง

เมื่อฝีแตกออกที่บริเวณไรกีบหรือกกเล็บ ม้าก็จะอาการดีขึ้น เพราะว่าสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายในได้ออกไปแล้ว.......อ่าาาาส์ ปลดปล่อย (ฝีนะครับ ขอย้ำ)

แต่การที่หนองระบายออกมาที่ไรกีบ นั้นไม่ดีแน่ เพราะไหนจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไหนจะต้องมารักษาแผล ไหนจะทำให้เนื้อเยื่อภายในตาย การสร้างกีบก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ความแข็งแรงของกีบก็ลดลงอีก มีแต่เสียกับเสีย

เมื่อม้าเดินไม่ดี เริ่มมีอาการเจ็บ สิ่งที่ควรทำจึงเป็นการหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่การฉีดยาแก้ปวด ผมย้ำเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง เพราะยาแก้ปวดไม่ใช่การรักษาเสมอไป การรักษาที่ถูกต้องคือการวินิจฉัยให้ได้

หากเราตรวจพบว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นฝีในกีบได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะลดความรุนแรงก็จะมีมากเท่านั้นครับ เราสามารถปาดกีบเพื่อเปิดให้หนองระบายออกทางด้านพื้นกีบได้ และสามารถรักษาให้หายได้ง่ายกว่าครับ

ลองเลือกดูเอาเองครับว่าอะไรดีกว่ากัน

.

.

.

ผมว่ามันเลือกไม่ยากนะ

ม้าเสียวแข้ง ความผิดใคร??


หลังจากได้คุยกับหลายๆ คน ทั้งคนเลี้ยงม้า ทั้งเทรนเนอร์ ทั้งเจ้าของม้า ลองสอบถามเรื่องม้าเสียวแข้ง ว่ามันเป็นอะไรครับ มันเป็นได้ไง แล้วทำอย่างไร

พบว่าได้คำตอบคล้ายๆ กันคือ ปกตินะหมอ ม้าเนี่ยเอาม้าซ้อม ก็ต้องมีเสียวแข้งบ้าง เดี๋ยวเกลื่อนยาก็หาย หรือบางคนก็จะบ่นว่า มันเป็นๆ หายๆ ไม่หายขาดสักที

ประเด็นคือ ม้าผิด หรืออออ?

ผมว่าเราหลงประเด็น พูดกันราวกับว่าเป็นความผิดม้าที่มันเจ็บ........ แต่เราลืมมองอะไรกันไปหรือเปล่า

ทำไมม้าเกือบทุกตัว ถึงมีอาการเสียวแข้ง?

แล้วเมื่อพบปัญหาคล้ายๆ กัน ไม่มีใครเอะใจเลยเหรอว่ามันดูแปลกๆ?

หากลองพิจารณาดีๆ ก็จะพบคำตอบอยู่ในสิ่งที่ผมได้รับคำอธิบายมา ก็คือมันก็มีเสียวแข้งบ้างเป็นปกตินะหมอ..

เป็นปกตินะหมอ

เป็นปกตินะหมอ

เป็นปกติ...

นั่นไง!! คำตอบ

ใช่ครับ เรื่องนีเป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนปัญหาสิวๆ นั่นแหละ หากเราพยายามทำความเข้าใจมันสักนิด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องธรรมชาติเช่นกัน

ในระหว่างที่ม้าโต กระดูกหน้าแข้งจะโตและเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างมาก จากที่เคยเป็นกระดูกกลมๆ ก็จะค่อยๆ แบนลง ด้านหน้าจะเจริญเร็วมาก กระดูกเจริญได้เร็ว แต่เยื่อหุ้มกระดูกมันเจริญตามไม่ทัน...

นี่แหละครับจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้......

เมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่ม้าจะเจ็บ เพราะเยื่อหุ้มกระดูกเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก ลองนึกถึงตอนที่เราเดินเตะโต๊ะ เอาหน้าแข้งไปกระแทกแรงๆ สิครับ.... เจ็บมั้ย?

ม้าในธรรมชาติเมื่อเจ็บ ก็จะสามารถพักไปเองได้ เพราะเวลาวิ่งแรงๆ หรือรับแรงกระแทกต่างๆ ก็จะเจ็บ พอเจ็บก็จะเรียนรู้ว่าต้องค่อยๆ นะ ค่อยๆ เดิน ค่อยเป็นค่อยไป

แต่............

ม้าที่มนุษย์เอามาเลี้ยงมันเลือกไม่ได้ ตื่นเช้ามาก็ใส่ขลุม ใส่สายจูง พาออกไปเดิน พาออกไปตีวง พาไปวิ่ง ไปซ้อม เสร็จแล้วก็อาบน้ำ ให้อาหาร เอาเข้าคอก ทุกอย่างอยู่ในความควบคุมของคน......

เจ็บก็เจ็บ จะพักก็ไม่ได้พัก

พอจะได้พัก ก็โดนเอายาอะไรก็ไม่รู้มาทาตรงที่เจ็บ แล้วก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น ยิ่งอักเสบมากขึ้น บางคนก็เอาเหล็กร้อนๆ มาจี้ตรงหน้าแข้ง เป็นแผล เป็นรูเต็มไปหมด บางทีก็ติดเชื้อขาบวมเป่งกันเลยทีเดียว......

พอเจ็บ แล้วก็โดนทำให้เจ็บมากขึ้น พอเจ็บมากๆๆๆๆๆ ถึงจะได้พัก....... ทำเพื่ออะไร?

ไม่เป็นแผล ก็ทำให้เป็นแผล แล้วก็ค่อยๆ รักษาแผลให้หาย... จะง่ายกว่าหรือไม่ ถ้าพักม้าเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องทำแผล

พาเดินบ้าง ปล่อยแปลงบ้าง พอครบกำหนด 3 สัปดาห์หลังจากเจ็บ ก็ค่อยเอามาเริ่มซ้อมกันใหม่... ธรรมชาติจะรักษาตัวมันเองครับ

เห็นมั้ยว่าถ้าพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติม้าสักนิด ชีวิตก็ง่ายกว่ากันเยอะ ทั้งคน ทั้งม้า ;)

.

.

.

สรุปแล้ว ม้าเสียวแข้ง ความผิดใคร?

คนดูแลม้าก็ไม่ผิด เพราะอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วม้าเป็นอะไรกันแน่ เจอม้าอาการแบบนี้ก็รักษาให้ยากันไปแบบหนึ่ง ทำตามกันมา ด้วยความไม่เข้าใจที่แท้จริง

ม้าก็ไม่ผิด เพราะม้าก็เสียวแข้งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แค่ไม่ได้บอกให้คนเลี้ยงรู้.... เท่านั้นเอง (ไม่รู้จะอธิบายยังไง)


*ม้าเสียวแข้ง หายได้เอง หากได้พักเป็นเวลา 3 สัปดาห์

**ยกเว้นในกรณีที่เป็นมากกว่าแค่เยื่อหุ้มกระดูกอักเสบหรือฉีกขาด แต่เป็นการร้าวหรือแตกของกระดูก จะต้องใช้เวลาพักที่นานกว่า

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ม้าเป็นสิ่งมีชีวิต

คนเราสามารถหลีกเลี่ยงอะไรได้หลายอย่างในชีวิต เลี่ยงเพื่อไม่ให้พบเจอความลำบากทั้งกายและใจ หรืออาจจะเลี่ยงๆไปก่อน แล้วค่อยผลัดไปวันหน้า วันที่สภาพร่างกายและจิตใจพร้อม

แต่คงมีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้ ไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงยังไง สุดท้ายมันก็จะวนกลับมา..........

สิ่งนั้นมีชื่อว่า "ความจริง"

ถึงจุดนี้คงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ในวงการม้าแข่ง ถ้าไม่ถึงที่สุด ก็คงไม่เรียกหมอเข้าไปดู บางที่เรียกเข้าไปผมก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

ถ้าเปรียบม้าเป็นผ้าผืนนึง เมื่อมันเปื้อนเทรนเนอร์ก็พยายามที่จะซัก เพื่อให้มันกลับไปขาวดังเดิม แต่หลายต่อหลายครั้งก็พบว่า การพยายามซักผ้านั้นด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ไม่รู้วิธีซักที่ถูกต้อง นอกจากจะไม่ทำให้รอยเปื้อนเก่าไม่ออกไป รอยเปื้อนใหม่ก็เพิ่มขึ้น อาจแถมซ้ำด้วยรอยฉีกขาด...........

พยายามรักษา อาจจะเป็นเจตนาดี ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดีไป แต่ถ้าผลออกมาในทางตรงกันข้ามล่ะ.....

การรักษาไม่ใช่แค่การทายา การฉีดยา หรือการให้น้ำเกลือ
คุณสามารถหาซื้อยาที่ไหนก็ได้ถ้าคุณมีเงินจ่าย และคนขายต้องการเงินนั้นโดยไม่นึกถึงผลเสียที่ตามมา

ร้านขายยาหลายที่ขายยาให้กับเทรนเนอร์ หรือเจ้าของม้า ซื้อง่ายขายคล่อง คนซื้อเดินเข้ามาถามหาสิ่งที่ต้องการ คนขายก็ขายไป อย่างกับขายขนม.....

นี่คือความจริงที่เกิดขึึ้นทุกวัน........Ugly truth..........


ทว่าผลเสียที่ตามมา ใครจะรับผิดชอบ.........

รับผิดชอบ ถ้าแปลไทยเป็นไทยก็คือ เมื่อได้ทำอะไรลงไปแล้ว ถ้าเกิดความผิดพลาดเสียหาย ก็ต้องรับผลของความผิดนั้นๆ และเมื่อทำอะไรลงไปแล้วเกิดผลดี เป็นประโยชน์ ก็ต้องรับความดีความชอบไป

แต่........

ความชอบข้าน้อยขอรับไว้ ส่วนความผิดนั้นไซร้ ม้าก็รับไปเต็มๆ

หัวใจของการรักษาคืออะไร?..................................... การให้ยา? การฉีดยา? การทายา? การผ่าตัด?

..................

หัวใจของการรักษาคือ "การวินิจฉัย"

การรักษาต้องใช้ประสบการณ์..... อยู่กับม้ามาทั้งชีวิตย่อมเห็นอะไรมามากกว่า แต่การเห็นมากกว่าไม่ได้เป็นข้อยืนยันว่าคุณสามารถรักษาได้

การรักษาต้องใช้ความรู้..... ความรู้จริงๆ ที่ไม่ใช่ ความเชื่อ เชื่อว่าตนเองนั้นรู้ไม่ได้หมายความว่ารู้จริงๆ อย่าเข้าใจผิด


การวินิจฉัย เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ เหมือนกระดุมเม็ดแรกที่ติด ถ้าคุณติดผิด เม็ดต่อๆ ไปมันก็ผิดเหมือนกัน แต่กระดุมนั้น ติดผิดติดใหม่ได้...... แต่ชีวิตถ้าเสียไปแล้วมันเอากลับคืนมาไม่ได้......

การให้ยา ไม่ใช่ว่าสัตว์มีอาการอะไรก็ให้ไปตามนั้น ฉีดยาไม่ได้แปลว่าเสร็จสิ้นกระบวนการการรักษา

มีมั้ยครับ คนที่อ้วน แล้วกินยาลดความอ้วนแล้วหายอย่างถาวร......... ระหว่างกินยาอาจจะผอมลง แต่ถ้ายังมีพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม สุดท้ายก็กลับมาอ้วนอีกแน่นอน

โรคที่เกิดขึ้นหลายโรค มักจะเกิดซ้ำ บางตัวเป็นๆ หายๆ บางตัวเป็นแล้วไม่หาย หายอีกทีก็หายจากโลกนี้ไป พอตัวใหม่มาก็เป็นโรคคล้ายๆ เดิม คอกไหนเป็นอย่างไร ก็มักจะเป็นแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ

เคยคิดมั้ยว่าเพราะอะไร?? (เอากระจกหน่อยมั้ย?)

ถ้าคุณรู้ว่าผ้ามันจะเปื้อน คุณจะทำอย่างไร?? รอให้มันเปื้อน แล้วค่อยซัก? ซักไม่ออกก็ฉีกมันทิ้ง หาผื่นใหม่มาใช้ เพื่อให้มันเปื้อนอีก?

หรือหาวิธีไม่ให้ผ้ามันเปื้อน? ง่ายกว่ากันมั้ยครับ?

มีหลายคนที่พยายามบอกวิธี เพื่อลดโอกาสไม่ให้ผ้าเปื้อนกับคุณอยู่ ลองดูความจริงสิครับ
.
.
.
.
.
.

หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว ม้าเป็นสิ่งมีชีวิตนะครับ ไม่ใช่ผ้า

โปรดอย่าลืม

ไข้ลงกีบ ทางเลือกที่คุณเลือกได้

ไข้ลงกีบ ทางเลือกที่คุณเลือกได้

"ไม่ไหวแล้วหมอ ไข้มันลงกีบ ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ ผมเห็นมาหลายตัวแล้ว รอวันตายอย่างเดียว"

หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินคำพูดในลักษณะนี้ เป็นคำพูดในลักษณะที่ถอดใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้น โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อเผชิญหน้ากับโรคนี้..... โรคไข้ลงกีบ

ไข้ลงกีบคืออะไร?

"ก็พอม้ามันเป็นไข้ พอเป็นหลายๆวัน ไข้ไม่ลด มันก็จะเริ่มลงมาที่กีบไงหมอ"

....

หลายต่อหลายคนเชื่อเช่นนั้นครับ
จะว่าไปชื่อภาษาไทย ไข้ลงกีบ มันก็ไม่ถูกต้องนัก และสร้างความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะโรคนี้ไม่ใช่ว่าม้าเป็นไข้แล้วมันจะวิ่งลงไปที่กีบ

ไข้นะไม่ใช่แมลงสาบ.......


ไข้ลงกีบ ในภาษาอังกฤษมีชื่อเรียกว่า Laminitis (ลามิไนตีส) ซึ่งชื่อภาษาอังกฤษ ดูจะอธิบายได้ดีกว่า ตรงตัวตรงประเด็นที่สุด เพราะความจริงโรคนี้เป็นการอักเสบ (-itis) ของลามินา (Lamina)

Lamina (ลามินา) คือส่วนที่เชื่อมผนังกีบด้านใน และกระดูกภายในกีบ (Coffin bone) หากเกิดการอักเสบ สิ่งที่ตามมาคงหนีไม่พ้นการแยกออกจากกันระหว่างผนังกีบ และกระดูกที่อยู่ด้านใน

ลองนึกภาพตอนที่เราตัดเล็บแล้วเข้าเนื้อ หรือใครเคยบาดเจ็บแล้วเล็บถอดนะครับ มันเจ็บปวดระดับนั้น เพราะกีบม้าและเล็บของเราเป็นโครงสร้างเดียวกัน มีเส้นเลือด เส้นประสาทจำนวนมากบริเวณปลายเล็บ
 คนเราสามารถเลี่ยงไม่ให้เกิดน้ำหนักกดทับลงบนเล็บให้เจ็บเพิ่มได้ แต่ม้าไม่มีทางเลือกครับเพราะม้ายืนอยู่บนกีบ ต้องรับน้ำหนักร่างกายที่กดลงมาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง

ความเจ็บปวดเป็นเช่นไรนั้น ผมไม่ทราบ แต่น่าจะเจ็บมากแน่ๆ (เจ็บเหมือนคลอดลูกหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยเช่นกัน)

แล้วการอักเสบนี้มาจากไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเป็น

คำตอบที่ผมมักจะตอบเสมอ คือ "มันไม่ได้อยู่ดีๆ แล้วเป็นครับ มันอยู่ไม่ดีต่างหากมันถึงได้เป็น........ "

ครับ หมอกวนตีนครับ 555

แต่ผมไม่ได้ยียวนกวนประสาท มันคือความจริงครับ ความจริงที่ต้องรับมันให้ได้ว่าปัญหาเกิดจากสิ่งที่ตนเองทำ ไม่ใช่ความผิดม้า

มันเกิดจากการจัดการ ปัญหานี้เกิดจากการให้อาหารที่ไม่เหมาะสมครับ ยกตัวอย่างเช่น ให้อาหารเม็ดปริมาณมากเกินไปต่อมื้อ( >1.5 kg ต่อม้าน้ำหนัก 400-450 kg) และให้แค่ 2 มื้อ เช้า-เย็น การให้อาหารเช่นนี้จะทำให้ม้ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรคมากขึ้น

พอถึงบรรทัดนี้ หลายๆ คน ก็คงจะทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามใส่หมอ หรือบางคนก็จุดฟูลสต๊อปเต็มหน้า............โรคนี้อาจทำความเข้าใจยาก แต่ก็เข้าใจได้ครับ ถ้าลองฟัง

เมื่อเราให้อาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้สมดุลย์ในลำไส้สูญเสียไป แบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้จะตายเพราะไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่เป็นกรดภายในลำไส้ได้ สิ่งที่ออกมาจากผนังเซลล์ของแบคทีเรียพวกนี้คือสารพิษ ที่เรียกว่า Endotoxin (เอ็นโดท๊อกซิน) สุดท้ายจะเข้าสู่กระแสเลือดเกิดภาวะเลือดเป็นพิษ (Endotoxemia) และไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งเอนไซม์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Methallo protein ซึ่งจะไปย่อยผนังของลามินา รวมถึงเมื่อเลือดเป็นพิษ ความสามารถในการขนส่งออกซิเจนก็จะทำได้ลดลง ทำให้เซลล์ของลามินาตายเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของลามินาในที่สุด

และนั่นทฤษฎีหนึ่งที่พยายามอธิบายที่มาของโรคนี้...... ไข้ลงกีบ....... 

เมื่อไข้ลงกีบเกิดขึ้น สิ่งที่คนมักฉีดให้กับม้าก็คือ ยาลดการอักเสบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Phenylbutazole หรือ Prednisolone หรือไม่ก็ให้น้ำเกลือ

อย่างแรก Phenylbutazole หรือที่เรียกกันว่า บิ๊ว (Butasyl) ลดการอักเสบได้ แต่ถ้าให้มาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน สิ่งที่ตามมาคือ แผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้ม้าตายได้ในเวลาอันสั้น (ที่ให้กัน 15-20 CC นั่นก็ถือว่าเป็นสองถึงสามเท่าของโดสปกติแล้วครับ)

ลำดับที่สอง Prednisolone ยานี้ตัวเป็นสเตอรอยด์ครับ ส่งผลให้เส้นเลือดปลายระยางค์หดตัว.......
 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเส้นเลือดปลายระยางค์หดตัวก็คือ เลือดที่ไปเลี้ยงลามินาก็ลดลงอีก ยิ่งทำให้อักเสบมากขึ้น

ไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติม.........

ในกรณีที่ม้าแสดงอาการไข้ลงกีบแล้ว หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการนี้ สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด และให้ผลดีที่สุดไม่ใช่การฉีดยาครับ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ฟังแล้วอาจจะหนาวววววววววววววววววววว เพราะว่าต้องใช้ "น้ำแข็ง"

ไม่ขำสินะ.........
 ครับ ใช้น้ำแข็งประคบตั้งแต่ไรกีบขึ้นไปจนถึงข้อเข่า อาจใช้กระสอบมาตัดให้ก้นทะลุ หรือใช้ขากางเกงเก่าก็ได้ สวมเข้ากับขาม้าแล้วมัดด้านล่าง เปิดช่องด้านบนไว้ แล้วใส่น้ำแข็งลงไป พอหมดก็เดิม โดยจากผลการวิจัยและเก็บข้อมูลของหมอหลายๆ ท่าน พบว่าการทำแบบนี้ ติดต่อกันเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จะลดโอกาสในการเกิดโรคได้ดีที่สุด (ผมได้ข้อมูลยืนยันล่าสุดจากการไปสัมมนาที่ Hongkong Jockey club ในหัวข้อ Equine medicine course เมื่อปลายปี 2013)

และการใช้น้ำแข็งนี้จะได้ผลดีที่สุด หากเราทำตั้งแต่ม้ายังไม่แสดงอาการ แต่เกิดโรคที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้ม้ามีภาวะเลือดเป็นพิษ (Endotoxemia) เช่น ท้องเสีย 

ถ้ามีแนวโน้ม ก็อย่ามัวลังเล รีบทำครับ ค่าน้ำแข็ง ค่าขากางเกง ความเหนื่อยที่ต้องทำ ผมว่ามันคุ้มถ้าจะแลกกับการที่ม้าตัวนึงไม่ต้องเป็นโรคนี้ หรือถ้าคิดว่าไม่จำเป็นก็รอให้เป็นก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยมานั่งเสียใจทีหลัง

แต่ก็อย่าลืมว่าทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดจากการจัดการของเราทั้งสิ้น

การรักษาโรคนี้ให้หายสามารถทำได้ครับ ซึ่งใช้เวลานาน และใช้ค่าใช้จ่ายสูง  แต่ถ้าดูแลอย่างดีก็หายเป็นปกติได้ครับ (เล็บม้าใช้เวลาในการเจริญจากบริเวณไรกีบลงไปถึงพื้น ใช้เวลา 8 เดือน) สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับเรื่องการให้อาหาร ประเมินอาการด้วยการเอ๊กซเรย์ วางแผนการตัดแต่งกีบ รองกีบด้วยยางและซิลิโคน ดูแลเรื่องความสะอาด และอื่นๆ อีกมากมาย

การรักษานั้นมีหลายขั้นตอน และใช้เวลานาน มันไม่ง่ายครับ

มีบ้างบางกรณีที่เกิดการอักเสบของลามินาเนื่องจากการถ่ายน้ำหนักจากขาอีกข้างที่เจ็บ จนทำให้ข้างที่เหลือต้องรับน้ำหนักสองเท่า จนเกิดการอักเสบครับ แต่เท่าที่พบมาไม่บ่อยนัก และถึงจะพบจากสาเหตุนี้ ก็มักมีสาเหตุเรื่องการให้อาหารร่วมอยู่ด้วยเสมอๆ
........
........

มาถึงบรรทัดนี้ เรื่องเกี่ยวกับไข้ลงกีบยังไม่หมด ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่มันจะลงลึกไปเรื่อยๆ และอาจจะน่าเบื่อเกินไป

หลายคนอาจถอดใจเมื่อเจอกับโรคนี้เข้าไป แต่ลองคิดทบทวนให้ดีๆ ครับ คุณยังมีทางเลือก

1. ในเมื่อการรักษามันยากนัก ทำไมเราจึงไม่เลือกที่จะป้องกัน ทั้งๆ ที่การป้องกันก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ ที่ตัวเรา ขยันขึ้นอีกนิด ทำความเข้าใจกับคนเลี้ยงให้ตรงกัน เพราะผมว่าคงไม่มีใครอยากให้ม้าเป็นไข้ลงกีบแน่ๆ

2. หาม้าตัวใหม่สิครับ ตัวเก่าก็ทิ้งไป ตายๆ ไปซะ คนดูแลจะได้สบาย

.
.
.
.
.

แน่นอน ข้อที่ 2 น่ะ มีคนเคยพูดกับผมเช่นนั้น และผมแค่ประชด


ตนเองสร้างปัญหา แต่ไม่รู้ว่าปัญหานั้นเกิดเพราะตนเอง โทษแต่อย่างอื่น ลองดูนี่ก่อนสิครับ....... (ยื่นกระจกให้)