วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ธุรกิจที่อยู่บนความรัก หมอต้องเข้าใจ....

ฮัลโหลหมอ ว่างมั้ย มาเอ๊กซเรย์ม้าให้หน่อย................

บทสนทนาชุดที่ 1

>>>สวัสดีครับ เดี่ยวผมขอซักประวัติก่อนนะครับ ม้าตัวนี้เจ็บมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ.......


ก็เป็นมาหลายเดือนแล้วนะหมอ ตอนนั้นเจ็บครั้งนึงแล้วก็รักษาหายแล้ว เดินดี ทรอทดี เอาไปปล่อยก็ไม่มีอาการอะไร พอเอาไปแข่งก็วิ่งไม่ออกซะงั้นอ่ะ หมอช่วยเอ๊กซเรย์ให้หน่อย ว่ากระดูกมันเป็นไง แตกมั้ย

เมื่อหันไปดูที่ตัวม้าก็พบว่าเข่า (Carpus) บวมเป่ง และมีรอบแผลเป็นรอยค่อนข้างใหญ่อยู่กลางเข่า....

>>>ที่เจ็บครั้งแรกรักษาอย่างไรบ้างครับ......

ก็ตอนนั้นไปแข่งมา มันเจ็บ แล้วก็เลยฉีดยาแก้ปวดให้ไป มันก็เดินดี แต่เข่ามันไม่ยุบสักที ก็เลยเกลื่อนไป น้ำเหลืองมันก็ไหลออกมาหมดแล้วนะหมอ จากนั้นก็เดินดีไม่เจ็บ ไม่ค่อยบวม

>>>เอ่ออออ........ ที่เกลื่อนแล้วมีน้ำเหลืองไหลออกมานี่มันมาจากแผลนะครับ เหมือนคนเราเป็นแผลแล้วมีน้ำเหลืองน่ะครับ แต่ที่มันบวมเนี่ย มันบวมอยู่ในข้อเข่านะครับ เกิดจากการบาดเจ็บภายใน เกิดการอักเสบ............บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ (เจ้าของม้าหันไปมองทางอื่น)

>>>แล้วที่ว่าม้าหายเจ็บเนี่ย หลังเกลื่อนนี่พักกี่เดือนครับ..........................

โอ้ย ผมพักนานเลยหมอ เกือบหกเดือนแหละ แผลมันหายถึงเอาไปซ้อม

>>> คราวหน้าลองพักม้าแบบที่ไม่ต้องเกลื่อนนะครับ หายเจ็บเหมือนกัน

........................... เหรอ อืมมมมมมม แต่นั่นมันผ่านมาแล้วช่างมันเถอะหมอ เนี่ยหมอดูให้หน่อย ตอนนั้นมันหายแล้ว แล้วทำไมถึงเจ็บอีก

>>> ตอนนั้นได้เรียกหมอที่ไหนเข้าไปตรวจมั้ยครับ.......

ก็ไม่ได้เรียกนะหมอ รักษาเองแล้วมันหายเจ็บแล้วไงตอนนั้น................

>>> จากประวัตินะครับ ม้าตัวนี้อาจจะกระดูกแตกมาก่อนหน้านี้ พอหยุดพักด้วยเวลาขนาดนั้น ร่วมกับการให้ยาด้วย ม้าตัวนี้จะหายเจ็บแน่นอนครับ แต่ที่กลับมาเจ็บอีกเพราะเราเอามาใช้งาน ที่บอกว่าเอาไปซ้อมแล้วไม่เป็นอะไร การซ้อมกับการแข่งนั้น น้ำหนักที่กดลงบนเข่าแตกต่างกันครับ อาจทำให้เกิดการแตกซ้ำได้ แต่เดี๋ยวผมจะตรวจให้นะครับ และคอนเฟิร์มจาก X-ray

โอเคๆ หมอลองตรวจให้หน่อยละกันว่าเป็นยังไง

(ขอกด FFW รัวๆๆๆๆ .......... )

บทสนทนาชุดที่2 (เมื่อล้างฟิล์มเสร็จ)

>>> จากฟิล์มนะครับ จะเห็นว่ากระดูกแตกออกมาเป็นชิ้นใหญ่ เรียกว่าเป็น Slab fracture (อธิบายพร้อมชีี้ให้เจ้าของดู) และมีแคลเซียมมาเกาะบริเวณนั้นเต็มไปหมด และมีเศษกระดูกแตกชิ้นเล็กๆ (Chip fracture) อีกหลายชิ้นด้วยครับ

โห แตกเยอะเลยใช่มั้ยหมอ แล้วอย่างงี้เราทำยังไงได้บ้างเนี่ย

>>> ในกรณีที่กระดูกแตกชิ้นใหญ่ และเป็นลักษณะนี้สิ่งที่เราทำได้คือผ่าตัดเพื่อใส่น๊อตครับ แต่สำหรับตัวนี้ ไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าจะใส่น๊อต...

ผมไม่ใส่น๊อตหรอกหมอ ไม่เอาอ่ะ!!!!

>>> ใส่ไม่ได้อยู่แล้วครับ เพราะถ้าจะใส่ต้องหลังจากที่เกิดการบาดเจ็บมาไม่เกินสามสัปดาห์ครับ

อืมมม แล้วนี่เราจะทำยังไง เราจะผ่าได้มั้ย ดูดเอาพวกฝุ่นๆ เนี่ยออก ส่วนไอ้ชิ้นใหญ่เนี่ยก็เอาไว้เงี้ยแหละ ทำอะไรไม่ได้นี่ เดี๋ยวแคลเซียมมาพอกมันก็โอเคแล้วมั้ง ใช่มั้ยหมอ

>>> โอเคครับ ถ้าไม่เอากลับไปแข่งอีก เพราะถ้าแข่งอีกก็เจ็บอีกครับ

แต่ผมรักมันนะหมอ ผมซื้อมาแสนหก นี่มันทำเงินให้ผมแปดแสนแล้วเนี่ย ผมจะเอามันไปปล่อยได้ไง

>>> ไม่ต้องปล่อยก็ได้ครับ แต่ก็เลี้ยงไว้ แต่ไม่ควรนำไปเป็นม้าแข่งอีกครับ

อืมมมมม แล้วนี่ผมควรทำไง ผมก็รักมันนะ นี่ถ้ามันไม่เจ็บอีก ซ้อมได้อะไรได้ ผมก็คงเอาไปแข่งอีกแหละ ให้มันได้วิ่ง

>>> เอางี้นะครับ ที่ผมได้เรียนให้ทราบไปคือสิ่งทีผมตรวจเจอ และเป็นความเห็นของผมครับ ผมวินิจฉัย และให้คำแนะนำในทางสัตวแพทย์ไปแล้ว ผมพอเข้าใจว่าเรามองต่างกัน เพราะผมมองในเรื่องของ สวัสดิภาพสัตว์ สำหรับม้าตัวนี้ถ้าเอาไปแข่งอีกก็ทรมานครับ แต่เจ้าของอาจจะมองในแง่ธุรกิ........

แต่ผมก็เป็นธุรกิจที่อยู่บนความรักด้วย หมอต้องเข้าใจ (สวนกลับมาภายใน 0.0001 วินาที)

>>> อ๋อ ครับ เข้าใจครับ แต่ความเห็นผมคือม้าตัวนี้สมควรปลดจากการเป็นม้าแข่งครับ แต่คุณเจ้าของมองในมุมของคนรักม้า ถ้าม้าไม่เจ็บแล้วก็จะเอามาวิ่งอีกสินะครับ อันนี้ผมตัดสินใจแทนเจ้าของไม่ได้ครับ แต่ถ้าเจ้าของเห็นสมควรผมก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามอยู่แล้วครับ

อืมมม นั่นแหละหมอ หมอเข้าใจผมนะ ผมรักมัน อยากให้มันได้วิ่งอีก........

.
.
.
.
.
.
.

ถ้าเปรียบเป็นการ์ตูน วันนั้นก็มีอีกาบินผ่านเป็นฝูง และผมก็แดกจุดไปแล้วเป็นกะละมัง

ม้าเทศ สิ่งมีชีวิตที่มีค่าแค่กระดาษทิชชู่


รู้จักอาจารย์ยิ่งศักดิ์กันใช่มั้ยครับ 

เวลาแกทำอาหารแกมักจะมีประโยคติดปาก
“มีอะไรก็ใส่ๆ มันลงไป  กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้งมันไป”  (จีบปากจีบคอเล็กน้อยถึงปานกลาง)

ในวงการม้าก็มีคนที่คิดแบบนี้เหมือนกันครับ
"ม้าพวกนี้ซื้อมาก็วิ่งได้เลยนะหมอ วิ่งครั้งเดียวมันก็คุ้มแล้ว ซื้อมาแสนนึง วิ่งทีนึงได้ก็คุ้มแล้ว ตายก็ตายไป"

นี่คือสิ่งที่เจ้าของม้าส่วนใหญ่พูดกันเป็นปกติเมื่อกล่าวถึง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ม้าเทศ" 


ม้าเทศ ในที่นี่คืออะไร? สำหรับคนที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับวงการม้าคงจะไม่ชินกับชื่อนี้
ม้าเทศในที่นี้ก็คือม้าปกตินี่แหละครับ แค่เป็นม้าแข่งที่เอามาจากต่างประเทศ ก็เลยเรียกม้าเทศ 
ม้าเทศ เป็นม้าที่ราคาถูก เป็นม้าแข่งจากประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น
ม้าเหล่านี้มักจะเป็นม้าที่เจ็บมาเยอะ เจอมาเยอะ ผ่านสนามแข่งมาแล้วอย่างโชกโชน จนทางต่างประเทศเห็นแล้วว่าควรปลดประจำการ แขวนเกือกเพื่อหยุดพัก

ทีนี้ปลดแล้วจะเอาไปไหน?



เส้นทางระบายม้าแหล่งใหม่ของทางต่างประเทศก็คือประเทศไทยของเรานี่เองครับ

เทรนเนอร์และเจ้าของม้าหลายคนซื้อม้าเหล่านี้มาด้วยค่าตัวที่เรียกกันว่า “พอสู้ราคาไหว”ซื้อเข้ามาเพื่อเอามาแข่งต่อ

.
.
.
นึกภาพตามนะครับ
นักกีฬาที่ทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต คิดว่าจะได้มาหยุดพักในบั้นปลาย นึกว่าจะได้ไปนั่งพักสบายๆ จิบเบียร์เย็นๆ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ แต่กลับต้องมาทำงานเหมือนเดิม หรืออาจจะหนักกว่าเดิม

. . .

โดยส่วนตัวผมเอง ได้มีโอกาสตรวจม้าที่เรียกกันว่าม้าเทศนี้มาไม่น้อย

“หมอว่างมั้ย มาดูม้าให้ผมหน่อย ไปวิ่งมาแล้วก็เจ็บเนี่ย”

“หมอๆ ว่างเมื่อไหร่ ผมเพิ่งได้ม้ามา ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เดินไม่ค่อยดีเลย”


พอได้เห็นม้า...... สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้มันคืออะไร........

ข้อที่บวมตุ่ย เข่าที่บวมเป่ง ข้อเท้าที่ปกติเป็นข้อที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในร่างกายม้า กลับเคลื่อนไหวไม่ได้แม้แต่น้อย ม้าบางตัวแค่เดินก็เจ็บแล้ว บางตัวเคยได้รับการผ่าตัดแล้วนำกลับไปแข่ง จนเจ็บซ้ำอีกรอบแล้วถึงจะโดนขายต่อมาก็มี 

เจ้าของม้าส่วนใหญ่ (ไม่ได้หมายถึงทั้งหมดนะครับ แค่ส่วนใหญ่เท่านั้นเอง) พอซื้อม้ามาแล้ว ก็เอามาให้เทรนเนอร์จัดการ ให้ไปวิ่งแข่งได้ ให้ไปวิ่งด้วยความรักอันมากมายเหลือล้นพ้นฟ้ามหาสมุทร 

เพราะถ้าวิ่งได้ ก็หมายถึงเงิน.............. ตายก็ตายไป



ไม่ต่างอะไรกับทิชชู่

พอใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งๆ มันไป เดี๋ยวก็หาใหม่ได้ ไม่แพงด้วย…………





วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Everybody’s a doctor

ผมมีโอกาสได้ดูซีรีย์เรื่อง House มีคำกล่าวนึงที่คุณหมอในเรื่องได้กล่าวพร้อมทำตากลอกไปมาอย่างเหนื่อยใจว่า

Everybody’s a doctor 

เมื่อพิจารณาดูแล้วก็พบว่าจริง คนเราพยายามที่จะรักษาตัวเอง รวมถึงคนใกล้ตัว อาจเพราะว่าเคยเป็นมาก่อน หรืออ่านเจอมาในอินเตอร์เน็ต บางคนเวลาจะไปพบหมอหาข้อมูลเอาไว้เสร็จสรรพจะได้เถียงหมอก็มี

นี่ขนาดคนนะครับ นับประสาอะไรกับสัตว์ที่ไม่มีปากมีเสียง เจ้าของกรอกอะไร ฉีดอะไรก็คงไ
ด้แต่ร้องเพลงคลอไปว่า ฉันจะรับไว้เอง

หลายคนอาจจะคิดว่า หมอกลัวคนที่รู้มาก คนที่รู้ทันหมอว่าหมอจะทำอะไร อยากจะบอกดังๆ (ขนาดป้องปากตะโกน) ว่า ไม่ใช่ครับ

คนที่รู้ครึ่งๆกลางๆ ต่างหากที่น่ากลัวที่สุดสำหรับหมอ เพราะคนจำพวกนี้ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นมันไม่ใช่ทั้งหมด ปัญหาคือจะทำยังไงให้คนที่ไม่รู้หรือคิดว่าตัวเองรู้ได้รู้ว่าตัวเองไม่รู้หรือรู้ไม่จริง (งงมั้ยครับ)

คนเหล่านี้พบได้มากมายในวงการม้า โดยมีประโยคเด็ดที่ว่า ผมอยู่กับม้ามาตั้งแต่เด็ก ผมเห็นมาเยอะ ผมเจอมาเยอะ หมอจะมารู้มากกว่าผมได้ไง นี่ผมก็เรียนมาเหมือนกัน ของผมภาคปฏิบัติ ของหมอมันภาคทฤษฎี” (ยักคิ้วใส่หมอสองที)

คนจำพวกนี้มักจะเป็นกลุ่มคนที่เรียกกันว่า น้ำเต็มแก้ว บางคนเต็มซะจนล้นแล้วก็ยังพยายามไปยัดใส่ไว้ในแก้วคนอื่นด้วย คนจำพวกนี้เชื่อมันอย่างเต็มที่ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นมันถูกแล้ว คำถามคือ จริงหรือ?

บางครั้งหมอพยายามอธิบายเท่าไหร่ ก็บอกว่าไม่ใช่หรอกหมอทฤษฎีกับปฏิบัติมันไม่เหมือนกัน ทฤษฎีมันเป็นแบบนั้น แต่ที่เจอเนี่ยมันไม่ใช่นะหมอมันเป็นแบบนี้…. %$#!$%^&*(&*^* (ขอปิดประสาทรับรู้ส่วนการฟัง)

ยอมรับครับว่าที่หมอเรียนมามันคือทฤษฎี ไม่เถียงสักคำเลยทีเดียว แต่คำถามคือทำไมเราต้องนั่งเรียนทฤษฎีกันหลังขดหลังแข็งขนาดนั้น คำตอบง่ายๆ คือ ถ้าทฤษฎีคุณยังไม่รู้ คุณจะไปปฏิบัติได้อย่างไร

ถ้าหมอเป็นคนที่เจออะไรแล้วก็ทำเลย โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี หรือให้ยาโดยแค่รู้เพียงด้านดีของมัน ลองผิดลองถูกในการให้ยาไปเรื่อยๆ แบบนั้นผมไม่เรียกว่าหมอครับ เพราะผลเสียที่เกิดขึ้นมันเกิดกับม้า ซึ่งเป็นชีวิตหนึ่งชีวิต

สัตวแพทย์ทุกคนมีเป้าหมายง่ายๆครับ คือ เมื่อสัตว์ป่วย จะทำอย่างไรให้สัตว์หายเจ็บป่วย และป้องกันไม่ให้กลับมาป่วยซ้ำอีก

แล้วอะไรทำให้การรักษานั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี.......

สิ่งนั้นคือ การวินิจฉัยหากยังไม่รู้ว่าสัตว์เป็นอะไร หรือหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ ไม่มีสัตวแพทย์คนไหน ลองให้ยาไปก่อนแน่ๆ เพราะยาทุกชนิดไม่ได้มีแต่ประโยชน์

ยาก็คือสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่มีฤทธิ์ที่มีประโยชน์ แต่ในทางกลับกันหากใช้ผิดวิธีก็ก่อให้เกิดโทษอย่างมหันต์




ยกตัวอย่างนะครับ

ยาตัวหนึ่งเป็นยาที่นิยมใช้กันมากในวงการม้า สมมตินะครับว่าชื่อยา ACE และสมมติต่ออีกนิดนึงว่าเป็นยาที่มีสีเหลือง และสมมติว่าคนในวงการม้า(ที่ไม่ใช่หมอ) เรียกกันว่า ยาซึม

ประเด็นแรก ACE คืออะไร?

ในทางสัตวแพทย์ยาที่ผมสมมติชื่อว่า ACE นี้อยู่ในกลุ่ม Tranquilizer หรือภาษาไทยเรียกว่ายากลุ่มที่ออกฤทธิ์ระงับประสาท (เรียกยาซึมมันกว้างไป) ผลดีของมันก็คือจะทำให้ม้าลดอาการตื่นตระหนก ตกใจกลัว ทำให้ม้านิ่งขึ้น

ประเด็นที่สอง ยิ่งฉีดเยอะก็ยิ่งซึมมาก......................จริงหรือ???

ขอใช้เครื่องหมายคำถามสามตัวซ้อนกันถึงมันจะผิดหลักภาษาไทย
คำตอบคือจริงครับ ยิ่งฉีดเยอะยิ่งซึม แต่คำถามต่อมาคือที่ว่าฉีดเยอะเนี่ย มันคือเท่าไหร่กัน?? (ขอใช้เครื่องหมายคำถามอีกสองตัว)

เห็นปัญหาแล้วใช่มั้ยครับ ว่าเยอะของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน แล้วทีนี้จะทำยังไงกันดี?

ประเด็นที่สาม ถ้าฉีดเยอะเกินไป จะเป็นอะไรมั้ย??

คำถามนี้ผมถามเองครับ มีใครตอบผมได้บ้าง ขอมือหน่อยยยยยยยยย...................... เงียบ สงสัยไม่เก็ต

คำตอบนึงที่ได้ยินมาบ่อยๆ คือ ไม่เห็นเป็นไรเลยหมอ (สำหรับคำตอบนี้ขอหลบมุมไปกรี๊ดสักสองที อ๊ากกกกก)

สำหรับสัตวแพทย์เราก่อนจะใช้ยาแต่ละตัว สิ่งที่ต้องทราบก่อนว่ายาตัวนั้นคือยาอะไร ขนาดยาเท่าใด ผลข้างเคียงคืออะไร ต้องให้ทุกกี่ชั่วโมง ต้องให้ทางไหน ถ้าตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ ก็ไม่ควรใช้ยาตัวนั้นๆ ครับ

สำหรับ ACE ผลเสียคืออะไร ขนาดยาคือเท่าไหร่................................. ตอบครับ

ผลข้างเคียงหลักๆคือ ทำให้ความดันต่ำอย่างเฉียบพลัน

คำถามต่อไปคือ ความดันต่ำแล้วทำให้เกิดอะไร?...........ตอบครับ

ตอบได้มั้ย ผมให้เวลาอีกสองวิ........................... หมดเวลาครับ

คำถามต่อไป ขนาดยาคือเท่าไหร่

ได้ยินเสียงตอบกลับมาทันที 1-2 ซีซี ไงล่ะ...............................

แอด แอดดดดดดดด
ผิดครับ!!!!

ถ้าใครตอบขนาดยาเป็นหน่วยนี้ก็ไม่ใช่แล้วครับ ยาที่ผมสมมติชื่อว่า ACE นี้มันต้องคำนวณเป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัมครับ คำนวณอย่างไรนั้น เรื่องมันยาวครับ ขี้เกียจพิมพ์

ลองย้อนกลับไปดูนะครับว่าแค่ยาตัวนี้ตัวเดียว เจอเครื่องหมายคำถามกันไปคนละกี่อันครับ.....

ตัวอย่างนี้ชัดเจนพอมั้ยครับ ว่าทำไมคุณถึงต้องรู้ทฤษฎี คุณถึงจะปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง.............

แล้วจะบอกว่าทฤษฎีกับปฏิบัติไม่เหมือนกันอีกมั้ยครับ?
.
.
.
.
.
ก็คงบอกว่าต่างเหมือนเดิมสินะ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ปฏิบัติกันไปด้วยความไม่รู้อยู่แล้วนี่ครับ

.
.
.
จบนะ