วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำไมผมถึงมาเป็นหมอม้า(วะ)

วันนี้ได้เจอเจ้าของม้าที่พูดติดตลกว่า “เป็นหมอเนี่ยลำบากนะ เรียนมาตั้งเยอะ ต้องมานั่งจมกองเยี่ยว กองขี้เนี่ยเนอะหมอ ถ้าผมมีลูกมีหลานนะไม่เอาอ่ะ ไม่ให้เรียนหรอก เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สายแพทย์ ลำบากเกินไป”

ผมก็ได้แต่หัวเราะ เพราะมันก็จริงของแกนะ แต่หลักจากออกมาจากคอกม้าก็มาคิดว่า ทำไมผมถึงมาเป็นหมอม้า(วะ)

อืมมมมม นั่นสิ แรกเริ่มเดิมทีตอนที่เป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ปีต้นๆ ผมไม่เคยสนใจม้าเลย เรียกว่าความสนใจเท่ากับศูนย์ เพราะตอนนั้นคิดว่าม้าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงโดยคนที่มีเงิน คนที่ซื้อม้าได้น่าจะเป็นคนที่มีกำลังทรัพย์ที่พร้อมจะดูแลชีวิต และสุขภาพม้าได้ เพราะม้าไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มปศุสัตว์เช่นเดียวกับวัว ควาย เกษตรกรประเทศเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงม้าเพื่อขายเนื้อ หรือรีดนม เรียกว่าไม่ได้เลี้ยงเพื่อการดำรงชีพ แต่เลี้ยงเพื่อความสบายใจเหมือนคนเลี้ยงหมาแมวนั่นแหละ เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไม่มีเงินเหลือแล้วคิดจะเลี้ยงม้าก็ไม่ใช่เรื่องสักเท่าไหร่ เพราะนอกจากค่าตัวม้าที่สูงแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดูแลม้าต่อเดือนก็ค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน

นี่คือสิ่งที่ผมคิดตอนที่เป็นนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สาเหตุที่ทำให้ผมคิดเช่นนั้นก็คือ การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท แล้วได้เห็นชีวิตการเป็นอยู่ของชาวบ้านเกษตรกรที่เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ซึ่งเลี้ยงเอาเนื้อไม่ก็นม ทำเป็นอาชีพ ซึ่งเค้าขาดแคลนความรู้ ความเข้าใจในการจัดการ การดูแลที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไม่มีการพัฒนาอย่างที่ควร และการเลี้ยงปศุสัตว์ก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้แล้ว ผมนี่แหละที่จะเป็นคนที่จะมาออกมาช่วยพวกท่านเองงงงงงงง

จำได้ว่าความคิดตอนนั้นยิ่งใหญ่มาก อุดมการณ์มาก มองหน้าชาวบ้าน มองหน้าวัวที่เค้าเลี้ยง แล้วก็ปฏิญานกับตัวเองไว้แบบนั้น

จนกระทั่งตอนอยู่ปี 5 ได้เริ่มฝึกปฏิบัติทางคลินิก ได้ฝึกงานเกี่ยวกับม้า ได้มาเจอม้าตัวเป็นๆ ก็รู้สึกว่า แล้วไงวะ เอ็งก็ดูสบายดีนี่ แล้วเอ็งก็ดูเหมือนจะเตะทุกคนรอบตัวตลอดเวลา นิสัยแบบนี้ไม่เอาด้วยหรอก ทำอะไรก็ต้องบิดจมูก ต้องคอยระวังว่าจะเตะ จะกัด ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่คาดเดาไม่ได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็โอเค ตามหลักสูตรต้องเรียนทุกประเภทสัตว์ ก็เรียนไป ก็ปฏิบัติไป ชอบมั้ย ก็ไม่นะ ก็งั้นๆ แหละ

ช่วงนั้นจับม้าก็จับด้วยกำลัง มีแรงก็ดึงไว้ จะเข้าหาม้าก็กล้าๆ กลัวๆ อาศัยความคล่องตัวสมัยที่เคยออกค่าย ออกฝึกงานวัว เอามาใช้กับม้าแทน ก็พอรอดไปได้บ้าง จนในที่สุดก็มีม้าตัวนึงเข้ามาที่คณะเพื่อที่จะนำมาเป็นม้าการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องระบบทางเดินอาหาร ซึ่งหมายความว่านำมาเป็นอาจารย์ใหญ่นั่นเอง เนื่องจากเป็นม้าเจ็บหนักที่ไม่สามารถรักษาได้ แต่พอได้เจอเท่านั้นแหละ ไหนวะที่ว่าเจ็บหนัก ม้าผอมนะแต่ก็เออ มันก็ไม่ได้ผอมไปกว่าวัวที่เคยเห็นนี่หว่า ทีเห็นเจ็บก็มีแต่ตรงขานี่ ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ ครับ

จนกระทั่งได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดกับม้าตัวนี้ มันเกิดจากความปล่อยปละละเลยไม่มีการดูแลที่ดีพอ จนทำให้กีบเน่าเละเทะ ส่งกลิ่นเหม็น และทำให้ม้าตัวนี้เจ็บปวดทรมาน

จังหวะนั้น งงครับ

ม้าเนี่ยนะเกิดปัญหาจากการที่คนไม่ดูแล เฮ้ย มันสวนทางกับสิ่งที่คิดเลยนะ ม้าเนี่ยตัวนึงตั้งแพง คนต้องดูแลดีสิ คนเลี้ยงเพื่อความสบายใจนะ เพราะเค้าชอบนะ ถึงเลี้ยงไว้ขี่ก็ต้องดูแลป่ะวะ แล้วนี่ปล่อยให้เป็นขนาดนี้เนี่ยนะ บ้าไปแล้ว และแค่ไม่ได้ดูแลนี่ทำให้กีบเน่าขนาดนี้เลยเหรอ เป็นไปได้เหรอ วัว ควาย นอนแช่ปลัก เหยียบขี้เละเทะทั้งปีทั้งชาติมันยังไม่ค่อยเป็นอะไรเลย ม้าก็ไม่น่าจะต่างกัน แต่ไหงเละขนาดนี้

สับสนมากครั้บตอนนั้น สิ่งที่เคยตั้งใจมานี่มันถูกต้องมั้ยเนี่ย การที่เราคิดว่าจะจบออกมาเพื่อช่วยคน มันไม่ใช่เรื่องผิดแน่ๆ ล่ะ แต่ช่วยคนแล้วยังไงต่อ คุณภาพชีวิตสัตว์มันจะเป็นยังไง มันจะดีขึ้นมั้ย หรือว่าแค่ช่วยให้คนได้เงินมากขึ้นเท่านั้นเหรอ?

แล้วใครจะยืนข้างสัตว์ล่ะ?

ก็กลับมาคิดว่างานที่เราจะทำเนี่ยมันสร้างอะไรให้กับโลกใบนี้ หรืออย่างน้อยมันสร้างอะไรให้กับโลกของสัตว์สักตัวนึงได้มั้ย เพราะถึงยังไงเราก็เป็นสัตวแพทย์ แพทย์ที่รักษาสัตว์ ยืนเคียงข้างสัตว์ ถ้ามีอะไรที่พอจะทำได้พอจะช่วยได้ ก็อยากจะทำอยากจะช่วย สัตว์อื่นๆ มีคนทำเยอะแล้ว มีคนช่วยเยอะแล้ว แต่ม้าเนี่ย หมอม้าในประเทศเรามีน้อยนะ สิ่งที่คนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับม้าก็ยังมีอีกเยอะ ปัญหาสุขภาพของม้าที่เกิดจากคน (ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะทำให้เกิด) ก็ยังมีมาก

เพราะฉะนั้น หมอม้าคือคำตอบสุดท้าย

หลังจากนั้นก็เลือกที่จะฝึกงานม้าอย่างเดียว จนในที่สุดก็มาเป็นหมอม้า และได้รู้ว่าเวลาที่อยู่กับม้ามันเป็นเวลาที่พิเศษเพียงใด ม้าเป็นสัตว์ใหญ่ที่เราสามารถจับได้ จูงได้ ลูบคลำได้ แสนรู้ไปหมด (ถ้าเราเข้าใจมัน) และที่สำคัญความรู้สึกตอนที่อยู่กับม้าตามลำพังนั้น มันทำให้เราสงบ
มันรู้สึกว่าปัญหาไม่ว่าใหญ่แค่ไหนมันก็เข้ามาแล้วก็ผ่านไป
“เครียดเหรอ เหนื่อยเหรอ ท้อเหรอ แต่มันก็ชีวิตนะ เกิดมาแล้วก็ใช้ชีวิตไปสิ จะไปคิดมากทำไม” เหมือนม้าหลายๆ ตัวจะบอกแบบนั้น ม้าไม่ได้พูดหรอกครับ แต่ม้ากระซิบบอกผ่านการกระทำ ผ่านวิถีชีวิตของตัวมันเอง ม้ามีชีวิตที่เรียบง่ายถ้าเราเข้าใจมันมากพอ กิน ขี้ ปี้ นอน ทำงาน เจ็บป่วยก็พัก ถ้าหนักหน่อยก็หาหมอ ถ้าไม่ไหวก็บ๊ายบายจากโลกนี้ไป

ชีวิตมันก็เท่านั้นเองครับ

ทุกวันนี้ยังมีแรง ยังมีพลังก็ทำต่อไป ทำเท่าที่ทำได้นี่แหละ วันไหนที่หมดพลัง ผมก็คงต้องบ๊ายบายจากโลกของการเป็นหมอม้าเช่นกัน

เพราะชีวิตมันก็เท่านั้นเองครับ ;)

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แจ้งทราบๆ

ขอแจ้งทราบนะครับ สัตวแพทย์ (อาจจะเหมารวมเกินไป เอาใหม่ดีกว่า)

ขอแจ้งทราบนะครับ ตัวผมเอง น.สพ.ฐาปนา ไม่มีนโยบาย และไม่เห็นด้วยกับขายวัคซีนให้กับเจ้าของม้าโดยตรง เพราะจะทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของการทำวัคซีนได้ และทำให้เจ้าของม้าไม่เห็นความสำคัญของสัตวแพทย์ นอกจากเป็นแค่คนขายยา

กรณีที่เจอคือหลายครั้งเจ้าของอ้างชื่อหมอๆ  ว่าหมอให้มาซื้อเองโดยตรงเพราะจะได้ราคาถูกกว่า ตรงนี้เจ้าของได้ประโยชน์คือประหยัดเงิน แต่สัตว์เสียประโยชน์ครับ เพราะถ้าการเก็บวัคซีนไม่เหมาะสม การฉีดไม่เหมาะสม โปรแกรมที่ฉีดไม่เหมาะสม จะเท่ากับว่าม้าไม่ได้รับวัคซีน และภูมิคุ้มกันที่ได้ก็อาจจะไม่ถึงระดับที่มีประโยชน์ในการป้องกันโรค

หลายคนอาจจะมองว่า มันก็แค่การฉีดวัคซีน ผมขอถามคำถามว่า
- ควรเก็บวัคซีนยังไง ให้วัคซีนมีประสิทธิภาพ อย่างที่ควรจะเป็น
- วัคซีนที่ควรฉีดให้ม้ามีอะไรบ้าง แต่ละตัวฉีดอย่างไร
- โปรแกรมวัคซีนในลูกม้า แม่ม้าอุ้มท้อง และม้าปกติ แต่ละประเภทเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เพราะอะไร

ขอโทษด้วยที่ผมอาจจะดูซีเรียสเกินไปในสายตาหลายๆ คน แต่ผมไม่อยากให้ใครมองว่าสัตวแพทย์ไม่สำคัญ และเป็นแค่คนขายยา

ด้วยเหตุนี้ผมถึงไม่เห็นด้วยกับการขายวัคซีนให้กับคนที่ไม่ใช่สัตวแพทย์ครับ

ถ้าเป็นยารักษาโรคต่างๆ ผมก็ไม่ได้ขายให้ใครครับ ถ้าไม่ได้พูดคุยกันในเบื้องต้น หรือไม่ได้มีหมอเข้าไปตรวจวินิจฉัยก่อน

ยาและวัคซีนเนี่ยจริงๆ แล้วมันหาซื้อไม่ยากหรอกครับ มีเงินก็ซื้อได้ บ้านเราไม่ได้มีกฏอะไรมาบังคับมากมาย และถึงจะมีกฏคนไทยก็พร้อมจะแหกอยู่แล้ว เพราะวินัยของคนไทยสูงมาก

สิ่งที่พบในปัจจุบันคือ เชื้อต่างๆ มีการวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ในขณะที่การค้นพบยาใหม่ๆ นั้น แทบจะตามไม่ทัน วันนึงเราก็อาจจะเจอสถานการณ์อย่างในหนังเรื่อง Contagious ก็ได้

ถ้ามันเกิดการดื้อยาหรือวัคซีน จนวันที่เราไม่สามารถพัฒนาไปได้ทันวิวัฒนาการธรรมชาติเสียแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น มันอาจจะไม่ได้เกิดในช่วงชีวิตของเราๆ ท่านๆ ก็ได้ อาจจะไม่เกิดก็ได้ แต่มันมีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ห่วงอนาคตลูกหลาน อนาคตสิ่งทีชีวิตอื่นร่วมโลก ก็มักง่ายกัน และเห็นแก่ตัวกันต่อไปได้ครับ

คนเราคงไม่รู้ซึ้งอะไร ถ้าวันนั้นไม่มาถึง วันที่ว่าคือ วันที่ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ แต่มันก็กลายเป็นแค่เศษขยะไร้ค่า

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐจริงหรือ?

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐจริงหรือ?

หรือเราแค่หลอกตัวเองว่าเราดีกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ ทั้งๆ ที่เราก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เรายกย่องตัวเองกันเสียสูงส่ง กันไปเพื่ออะไร......

เพื่อที่จะเอาเปรียบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างนั้นหรือ เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษากับเราได้ เราเลยมองว่าด้อยค่าอย่างนั้นหรือ

เราเรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ แล้วเราทำตัวแบบนั้นหรือไม่ หรือเราทำไม่ต่างจากสัตว์อื่น?

หรือต่ำกว่าสัตว์?

สัตว์ฆ่าเพื่อการกิน เพื่อความอยู่รอด มันไม่เล่นสนุกกับชีวิตอื่นๆ เฉกเช่นที่มนุษย์ทำ สัตว์ยอมรับความต่าง ต่างคนต่างอยู่ เกื้อหนุนกันบ้าง ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียวบ้าง บางฝ่ายไม่ได้ประโยชน์แต่ก็ไม่เสีย ที่อยู่ด้วยกันแล้วมีแต่เสียกับเสีย มันก็ไม่อยู่ด้วยกัน ง่ายๆ อย่างนั้น

แต่สังคมมนุษย์เราล่ะ
เราเอาสัตว์ต่างๆ มาเลี้ยงเพื่ออะไร?

อาหาร?
ใช้แรงงาน?
เป็นสินค้า?
อุปกรณ์ในการพนัน?
เครื่องมือหาเงิน?
หรือว่า เป็นเพื่อนร่วมโลก?

หลายครั้งที่พบว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (หลายๆ คน) คิดว่าตนเองทำอะไรกับสัตว์ก็ได้ เพราะเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเพียงแค่สิ่งของ เป็นเพียงแค่สัตว์

ลองหยุดคิดสักนิดว่า ถ้าเป็นตัวคุณเอง ชีวิตของคุณเอง คุณจะกล้าทำแบบนั้นหรือไม่

คุณมองไม่เห็นจริงๆ
แกล้งมองไม่เห็น
หรือคุณเคยชิน
กับการมองข้ามชีวิตที่อยู่หลังสายตาคู่นั้น

คุณเคยลองถามตัวเองกันบ้างหรือเปล่าครับ?

คุณสัตว์ประเสริฐ

(บทความนี้ เจาะจงไปถึงผู้ที่นำสัตว์มาใช้ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ )

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ม้าเจ็บป่วยบ่อยที่สุด

1. มนุษย์
2. ย้อนไปดูข้อ 1

.........

ขอจบบทความวันนี้เพียงเท่านี้
ราตรีสวัสดิ์

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เงินดีๆ อยู่ที่ไหน

ช่วงนี้เป็นฤดูกาลหางาน และรับสมัครงานของหลายๆ ที่ เพราะใกล้เวลาที่เด็กๆ จะจบออกจากรั้วมหาวิทยาลัย หลังจากตรากตรำกันมาหลายปี

หลายๆ ที่รับสมัครคนเข้าทำงาน โดยเอาตัวเลขเงินเดือนมาล่อใจ แจก แถม สวัสดิการสารพัด
.
.
.
.
.

ทุนนิยมนี่มันทุนนิยมจริงๆ

.............

คำถามคือ เงิน คือทุกอย่างหรือไม่?

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
............

สำหรับคำถามนี่ก็แล้วแต่คนละกันครับ

แค่อยากจะฝากไว้นิดนึงว่า

งานสบาย เงินดี มันมีอยู่จริง แต่คุณก็ควรส่องกระจกดูว่าคุณคู่ควรหรือเปล่า

ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวย อันนี้ก็จริง

แต่มันขึ้นกับว่าคุณวัดค่าความรวยจนด้วยอะไร ความรู้ ความสุข เม็ดเงิน หรือการมองเห็นคุณค่าของตนเอง? ถ้ามันไปด้วยกันได้มันก็ดี แต่คุณทำได้มั้ย ก็เท่านั้นเอง

ถ้ามีที่ที่จ้างคุณด้วยเงินเดือนสูง สูงกว่าความสามารถของคุณ (ซึ่งคุณก็อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผมก็ไม่อาจรับรู้ได้) คุณต้องรีบพัฒนาตัวเองเพื่อให้ควรค่ากับสิ่งที่ได้รับนั้น ไม่งั้นวันนึงพอเค้ารู้ว่าคุณกลวง โดนเฉดหัวแน่ๆ

แต่ถ้าคุณทำทุกอย่างดีแล้ว พัฒนาตนเองจนถึงที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่คุณได้รับกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องอยู่ที่นั่นต่อนี่ครับ

แต่ถ้าสิ่งที่คุณได้รับมันเหมาะสมกับความสามารถของคุณ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับมากขึ้นในอนาคต ตามความสามารถของคุณ แต่ถ้าไม่มีอะไรพัฒนา ก็อย่าอยู่ผิดที่เลยครับ

สุดท้ายนี้ ดูตัวเองก่อนครับ ว่าตัวเองอยู่ ณ จุดไหน อะไรคือเป้าหมาย และจะทำอย่างไร เพื่อไปถึงจุดหมายนั้น..... ส่องกระจกดูตัวเองกันครับ

*ดูด้วยนะว่ากระจกเบี้ยวหรือเปล่า*

ถ้ารู้ตัวเองว่าไม่มีอะไร ก็อย่าอาจหาญไปเรียกร้องสิ่งใด จากใครเค้าเลย หน้าไม่อาย

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ผมเป็นหมอม้าครับ

"ผมเป็นหมอม้าครับ"
นั่นคือสิ่งที่พี่ตอบเวลาคนถามว่าเป็นอะไร ทำอะไร คำตอบนี้มักจะได้รับ feed back กลับมาด้วยสีหน้าที่แปลกใจปนสงสัยเล็กน้อย จนหลายๆ ครั้งต้องบอกว่า "ผมรักษาม้าอย่างเดียวครับ ม้าตัวใหญ่ๆ อ่ะครับ" สีหน้าของคู่สนทนาค่อยคลายความแปลกใจลงไปได้บ้าง

ม้า อาจจะไม่เป็นสัตว์ที่หลายคนคุ้นเคย ม้า ดูตัวใหญ่และน่ากลัวสำหรับบางคน แต่แท้จริงแล้ว ม้า เป็นสัตว์ที่เปราะบางมาก และคนเลี้ยงม้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าใจม้าอย่างที่มันเป็น แค่เลี้ยงอย่างที่ตัวเองพอใจเท่านั้น ปัญหาที่เกิดกับม้าส่วนใหญ่จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น

เป็นแบบนั้นจริงหรือ?
ตามธรรมชาติม้าจะอยู่เป็นฝูงในที่โล่งแจ้ง เดินและกินและกินและเดิน แทะเล็มหญ้าตลอดวัน เวลาพักก็มักจะยืนหลับ และต้องการการลงนอนหลับสนิทเพียง 15 นาทีต่อวัน แต่มนุษย์เราจะเลี้ยงม้าในคอก บ้างก็ผูกเชือกไว้ ปล่อยแปลงก็มีพื้นที่จำกัด และมักจะเลี้ยงแบบขังเดี่ยว ไม่มีเพื่อนหรือฝูง และขาดอาหารแทะเล็มตลอดเวลา ไม่แปลกเลยที่ม้าจะเบื่อ เครียด รู้สึกไม่ปลอดภัย บางตัวก็สูบลม กัดแทะไม้ เดินวนในคอก ยืนโยกทั้งวัน บางตัวถึงขนาดกินขี้ตัวเองก็มี!

ม้าตามธรรมชาติในประเทศไทยก็มีแค่ทางภาคเหนือ ด้วยเหตุผลเรื่องสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ ม้าส่วนใหญ่ในประเทศเป็นม้านำเข้า และม้าไม่สามารถปรับตัวได้เพียงระยะเวลาไม่กี่สิบปี การวิวัฒนาการใช้เวลานานกว่านั้นมากนัก ด้วยเหตุนี้ การให้อาหารเสริมเช่น แร่ธาตุ แคลเซียม และอิเล็กโตรไลท์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากม้าขาดสิ่งเหล่านี้ก็จะมีปัญหาสุขภาพ ได้แก่ ปัญหาการเจริญพัฒนาของโครงสร้างของลูกม้า ปัญหาโรคกระดูกพรุน ปัญหาเรื่องการขับเหงื่อเพื่อการระบายความร้อน

การเลี้ยงม้าขังคอกก็สร้างปัญหามาก เพราะเมื่อม้าได้เดินน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการเคลื่อนที่ของลำไส้ก็จะลดลง กระเพาะม้าเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวม้า และตามธรรมชาติม้าใช้กระบวนการหมักโดยใช้แบคทีเรียในลำไส้ เพื่อเปลี่ยนหญ้า หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้เป็นพลังงาน ลำไส้ม้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (ทีได้จากอาหารเม็ด) ในปริมาณมากๆ เป็นมื้อๆ คนเลี้ยงม้ามักจะเข้าใจผิดว่าอาหารเม็ดเป็นอาหารหลักและหญ้าเป็นเพียงอาหารเสริม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วหญ้าควรจะเป็นอาหารหลัก และอาหารเม็ดคืออาหารเสริม

บางครั้งก็ปล่อยม้าในแปลงปล่อยที่มีแต่ทรายโดยไม่มีหญ้าและน้ำให้ และยังให้อาหารเม็ดในแปลงนั้นอีก เมื่ออาหารเม็ดตกลงพื้นม้าก็เก็บกิน ก็มักจะกินทรายเข้าไปด้วย ปัจจัยข้างต้นนี้ล้วนแต่โน้มนำให้เกิดโรคทางเดินอาหารในม้า

การให้อาหารเม็ดในปริมาณมาก กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กก็จะย่อยไม่ทัน เมื่อตกลงไปสู่ลำไส้ใหญ่ก็จะทำให้ความเป็นกรดในลำไส้สูงขึ้น สมดุลย์ของแบคทีเรียในลำไส้ก็เสียไป แบคทีเรียตายก็ปล่อยสารพิษออกมา รวมทั้งแบคทีเรียก่อโรคก็จะเจริญมากผิดปกติอีกด้วย กรดและสารพิษก็จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เมื่อไปที่กีบก็ส่งผลให้เกิดการอักเสบของกีบ ไปที่กล้ามเนื้อก็ทำให้มีของเสียสะสมและล้าง่าย เมื่อไปวิ่งก็จะทำให้ม้าไม่ค่อยมีกำลัง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บตามมาอีก

นอกจากนี้การเลี้ยงม้าขังคอกก็จะทำให้ม้าต้องยืนดมขี้และฉี่ของตัวเอง(ซึ่งมีแอมโมเนียสูง) ตลอดทั้งวัน แถมยังติดพัดลมในคอกที่เป่าจากบนลงล่างซึ่งไม่ดีต่อการระบายอากาศ ทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจตามมา และการมีขี้ม้าในคอกมากๆ ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ รวมถึงพยาธิ

ธรรมชาติของม้าคือผู้ถูกล่า อารมณ์หลักของม้าจึงเป็นความกลัว พฤติกรรมที่ม้าแสดงออกบางครั้งก็เป็นแค่การแสดงความกลัว ม้าพยายามบอกเราว่าเค้ากลัว แต่มักกลับโดนดุโดนตีโดนทำร้าย ผลที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องพฤติกรรม ซึ่งมันป้องกันและแก้ไขได้ ถ้าเข้าใจธรรมชาติของม้า
.......

พี่เล่าเรื่องม้าทำไม?
จริงครับที่พี่ค่ายฟ้าหม่นฯ เค้าบอกให้พี่ช่วยเขียนบทความแนะนำสายงานหมอม้า ประสบการณ์ทำงาน รวมถึงความสนุกในการทำงาน แต่พี่ขอโทษจริงๆ ไม่รู้จะเล่าอย่างไรให้หมดใน 1 หน้ากระดาษ A4 (นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสองหน้า) เพราะมันเยอะเหลือเกิน พี่เลยคิดว่าถ้าเราเข้าใจว่าม้าในปัจจุบันมีปัญหาอะไรบ้าง สวัสดิภาพของม้าเป็นอย่างไร ก็น่าจะทำให้เรามองเห็นภาพลางๆ ได้บ้างว่า ถ้าเราเรียนสัตวแพทย์และเลือกที่จะเป็นหมอม้า เราจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง

ปัญหาจะเป็นเพียงแค่ปัญหาถ้าเราไม่ลองมองมุมกลับปรับมุมมอง เพราะแท้จริงแล้วปัญหามาพร้อมโอกาสครับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับม้ายังมีอีกมากครับ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะเข้ามาเป็นหนึ่งในคนช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านั้นก็มากด้วย 

ถ้าโดนสะกิดต่อมอยากก็อย่ามัวนิ่งเฉยครับ เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน ;)

หมอฐา (thavet69)


บทความนี้สำหรับค่ายฟ้าหม่นคนดี (ค่ายแนะนำคณะสัตวแพทย์มหิดล) ครั้งที่ 7

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ม้าท้องเสียกับการให้ยาปฏิชีวนะ

ม้าท้องเสียไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะครับ
เพราะโอกาสท้องเสียจากการติดเชื้อในม้าเกิดขึ้นน้อยมาก มีเชื้อแค่สองประเภทที่ลำไส้ม้ามี Receptor (หมายความว่าแบคทีเรียโจมตีได้โดยตรง)

และในลำไส้ของม้ามีแบคทีเรียเพื่อช่วยย่อยอาหารอยู่แล้ว เพียงแค่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อย่อยน้ำตาล(จากอาหารเม็ด) และมักท้องเสียจากการเสียสมดุลย์ของลำไส้ใหญ่ เนื่องจากการให้อาหารเม็ดที่ไม่เหมาะสม

เพราะอาหารเม็ดมีคาร์โบไฮเดรต (น้ำตาล) สูง หากให้มากเกิน (ม้า 400 kg ไม่ควรเกิน 1.5kg/ มื้อ) จะทำให้อาหารเม็ดตกสู่ลำไส้ใหญ่ส่วน Caecum
ทำให้สมดุลย์ของลำไส้ส่วนนี้เสียไปเพราะ ความเป็นกรดจะมากขึ้น ทำให้มีการดึงน้ำจากส่วนอื่นของร่างกายเข้าสู่ลำไส้เพื่อเจือจางความเป็นกรด
ผลที่ตามมาก็คือทำให้มีน้ำในลำไส้มากกว่าปกติ ทำให้อึเหลว หรืออาจะลุกลามจนถึงขึ้นถ่ายเป็นน้ำ

ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะทุกประเภทในกรณีม้าท้องเสีย เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังฆ่าแบคทีเรียตัวดีๆ ที่ช่วยย่อยอาหาร และช่วยให้แบคทีเรียก่อโรคที่ทนต่อยาพวกนี้มากกว่ามีโอกาสได้เจริญเติบโต และก่อโรคในที่สุด

นอกจากนี้เมื่อแบคทีเรียตายก็จะปล่อยสารพิษที่เรียกว่า Endotoxin (ซึ่งมันก็คือ Lipopolysacharide ที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบนั่นแหละ)
และแบคทีเรียก่อโรคบางชนิดไม่ต้องรอให้ตาย แค่มันแบ่งตัวก็ปล่อยสารพิษแล้วก็มีครับ

การแก้ไขคือพยายามปรับสมดุลย์ของลำไส้ให้กลับมาสู่ภาวะปกติครับ สิ่งที่ช่วยได้คือการให้ Prebiotic และ Probiotic เช่น Bio-moss และ Yea-sacc ร่วมกับการรักษาตามอาการเช่น ภาวะขาดน้ำ (ทางที่ดีควรให้สัตวแพทย์เป็นผู้ประเมินม้าครับ) 

พิจารณาการให้อาหารเม็ดก่อนครับว่ามากเกินหรือไม่ จำนวนมื้อเหมาะสมหรือไม่ (เช้า เที่ยง เย็น วันละสามมื้อเป็นอย่างน้อยถึงจะดี) อีกอย่างที่เป็นได้คือม้าได้รับหญ้าอ่อนมากเกินไป เพราะหญ้าอ่อนจะมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่สูง ผลที่ได้คือม้าได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เช่นเดียวกับการได้รับอาหารเม็ดปริมาณมาก

สาเหตุที่ทำให้ม้าท้องเสีย ก็มีตามนี้ครับ อาหารเม็ดที่ให้มากเกิน ได้รับหญ้าที่อ่อนเกินไป มีพยาธิในลำไส้ในปริมาณมาก และสุดท้ายติดเชื้อ (ผมจัดอันดับการติดเชื้อไว้สุดท้าย เนื่องจากเกิดน้อยที่สุด)

แก้ที่สาเหตุครับ เพราะหลายครั้งโรคในม้าเกิดจากมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการนี่แหละครับ