ผมเป็นสัตวแพทย์คนนึง ที่อยากจะเล่าเรื่องที่เจอมาในระหว่างการทำงาน อ่านดูอาจจะขำๆ แต่ความจริงแล้ว ม้าซึ่งสัตว์ที่ไม่มีปากมีเสียง มันกำลังทรมาน
วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557
เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ
ผมเป็นหมอรักษาม้า ที่มักจะเจอเคสในกลุ่มม้าแข่งเป็นหลัก บางเคสไม่ได้สนใจว่าม้าจะเป็นอย่างไร มันเจ็บเหรอ ก็ฉีดยาแก้ปวดสิ ฉีดเท่านี้ไม่หาย ก็ฉีดเพิ่มไปอีกสิ ม้าจะได้หายเจ็บ และไปวิ่งแข่งได้ หลังแข่งถ้ามันเจ็บอีกก็ฉีดยาประคองอาการไว้ พอถึงวันแข่งก็ฉีดยาเพิ่มไป เดี๋ยวมันก็วิ่งได้ ยานั้นดียานี้ดี หายากันมาสารพัด เพื่อที่จะเอามาทำให้ม้าของตนวิ่งได้ โดยไม่เคยคิดเลยว่ามันจะส่งผลเสียอะไรกับม้า คิดเพียงแค่ว่าตราบใดที่ม้าวิ่งได้ เท่ากับว่ามันยังสบายดีอยู่
หลายๆ คน ทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในวงการนี้ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ม้าหายเจ็บ ฉีดยาเข้าไป ให้ยาเข้าไป เค้าว่าดีก็ลองดู หายก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาวิธีอื่นมาลองใหม่
เจอแบบนี้เข้าไป กำลังใจมีเท่าไหร่ก็หมด
.................
ความคิดที่ว่า "เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ" และ "เราจะทำไปเพื่ออะไร" เริ่มเข้าครอบงำจิตใจ หันไปทางไหนก็ไม่เจอความสุข มันเหมือนกับว่าผู้ชายคนนี้กำลังหมดแรง
ทั้งๆ ที่มีความรู้สึกนั้นอยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ร่างกายก็ยังคงทำงานไปตามเดิม เพราะลึกๆ แล้วก็รู้ว่าผมแค่เหนื่อยเท่านั้นเอง (และถ้าไม่ทำงานมีหวังโดนเจ้านายด่าแน่นอน) เหมือนกับว่าผมกำลังเดินขึ้นบันไดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ผมขึ้นบันไดจนเหนื่อย พอเหนื่อยจนแทบจะไม่ไหว ผมก็หยุดอยู่ตรงนั้น.......
จะหยุดอยู่แค่นี้ หรือว่าก้าวถอยหลัง หรือจะไปต่อดี?
ผมถามตัวเอง...... และถามคุณด้วย
เราอาจจะก่นด่าบันไดแต่ละขั้นที่เราก้าวผ่านมาว่ามันทำให้เราเหนื่อยชิบหาย ทำให้เราหมดแรง แล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ด่าบันไดไปวันๆ
เราอาจจะก่นด่าตัวเราเองที่เสือกมาเลือกขึ้นบันไดอันนี้ บันไดที่มันเหนื่อยเกินไปสำหรับคนอย่างเรา เป็นบันไดที่ไม่ได้ราบเรียบ มีแต่เศษหิน มีแต่อุปสรรค ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แล้วก็เดินถอยกลับไป
หรือเราจะไปต่อ?
ต่างคนก็คงจะต่างคำตอบ แต่ก่อนจะตอบว่าหยุด ถอยหลัง หรือไปต่อนั้น เราควรถามตัวเองก่อนมั้ยว่าเราเดินขึ้นไปเพื่ออะไร จุดหมายของเราอยู่บนนั้นหรือเปล่า? ที่เราหยุดเนี่ยเพราะเราแค่เหนื่อยหรือเปล่า? และถ้าถอยหลังเนี่ยเพราะเรามันเป็นแค่ไอ้กระจอกหรือเปล่า? หรือว่าเราเดินมาผิดทางจริงๆ ?
.....................................
ผมอาจจะโลกสวยเกินไป เพราะผมไม่ได้มองว่าการทำอย่างไรก็ได้ ให้ม้าที่เจ็บกลับไปวิ่งได้เป็นความเก่งกาจ แต่ผมกลับมองว่าการจัดการให้ม้ามีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่โคตรเจ๋ง ผมถึงไปเน้นที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะลดโอกาสในการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งมันไม่เท่ไง มันไม่เห็นผลอะไรชัดเจนในเวลาอันสั้น มันไม่เหมือนกับการมียามาฉีดจึ้กเข้าไป แล้วม้าก็วิ่งปร๋อทันที
"เค้าให้กันมาแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่หมอทำกับที่พวกผมทำน่ะมันคนละเรื่องกันเลย ถ้าทำแบบที่หมอบอกน่ะมันไม่ได้หรอก"
ผมว่าถ้าคุณใช้แต่ยาโดยที่ไม่ใช้สมองคิดเสียก่อนว่าเพราะอะไรถึงต้องใช้ยา ไม่ได้คิดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดปัญหา พูดแค่ว่าเค้าทำกันมาแบบนี้ มองว่าปัญหาที่เกิดมันเป็นเรื่องปกติ ผมว่าคุณผิดปกติแล้วล่ะ
ถ้าคุณไม่ได้คิดไม่ได้เป็นแบบนั้นก็อ่านขำๆ ไปละกันครับ แต่ถ้าคุณเป็นแบบนั้น คุณควรส่องกระจกพิจารณาตัวเองดูบ้างนะครับ
"เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก มันก็เป็นแบบนี้แหละ" ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นและมันโลกนี้มันเป็นแบบนั้นจริง ผมคงต้องเขียนบทความนี้ไว้บนศิลาจารึกแล้วล่ะ
;)
วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556
"คุณ" เป็นหนึ่งใน "ใคร" คนนั้นหรือเปล่า?
ถ้าปรึกษาเรื่องเคส ถามการป้องกัน การดูแลสุขภาพ หรือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับม้า ผมยินดีบอกครับ ยินดีที่จะคุยด้วยเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถ้าถามว่าม้าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ลองรักษาแล้วไม่หาย จะให้ยาอะไรดี หาซื้อยามาฉีดเองอะไรเองนี่ขอบายนะครับ
ถ้าผมบอกอะไรไปแล้วก็ไปให้ยากันเองจนม้าหาย คราวหน้าไม่เรียกหมอแน่ๆ ไม่สิ แม้แต่จะโทรถามยังไม่เลย ก็ให้ยากันเองไป ม้าเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ มันเป็นคล้ายๆ ตัวนั้นอ่ะ ให้ยานั้นยานี้สิ แล้วพอไม่หาย อาการแย่ จะขาดใจอยู่ตรงหน้าก็ค่อยโทรมา วนกลับเข้าวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม ถ้าจะเล่นวนเวียนกันในวงจรอุบาทว์ก็ตามสบายครับ ส่วนผมขอบายจริงๆ
ผมไม่ได้ตรวจร่างกายม้า ไม่ได้ประเมินสภาพด้วยตนเอง ผมไม่กล้าจริงๆ ที่จะให้ยาอะไร เพราะผมวินิจฉัยไม่ได้ครับ ทำได้ก็แค่เดาเท่านั้น ผมไม่เก่งครับ ไม่เก่งเท่าเทรนเนอร์แน่ๆ ผมไม่ได้อยู่กับม้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้อยู่กับม้ามาตลอดชีวิต เหมือน "ใคร"
ผมไม่มีความกล้านั้น นับถือความกล้าของ "ใคร" บางคนจริงๆ ไม่รู้ว่าม้าป่วยเป็นอะไร ก็ป้อนยา ฉีดยากันไปได้สารพัด
ว่าแต่ "คุณ" เป็นหนึ่งใน "ใคร" คนนั้นหรือเปล่าครับ?
วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ชี้แจง "ขอความช่วยเหลือด่วนครับวิธีรักษาม้าเสียดท้อง"
หมอม้าในประเทศไทยมีไม่ถึง 50 คน ม้าในประเทศมีเท่าไหร่กัน หมอจำนวนหยิบมือเท่านี้ช่วยคุณได้ไม่ทุกคนหรอกครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องช่วยตัวคุณเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าคุณจัดการการเลี้ยงได้ดีแล้ว คุณก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเวลาม้าป่วยครับ และที่สำคัญชีวิตที่อยู่ในกำมือคุณก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากน้ำมือคุณด้วย
วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ความภาคภูมิใจในความป่าเถื่อน และ ความไม่เข้าใจในธรรมชาติของม้า
ผมได้ยินเสียงตะคอกแบบนี้ พร้อมกับเห็นค้อนกระทุ้งเข้าไปตรงหน้าอกของม้าสองสามทีติดกัน
"เป็นไงล่ะมึง ซ่านัก"
คำพูดนี้มาพร้อมกับอาการที่ม้าพยายามเบี่ยงตัวหลบออกจากค้อนที่กระแทกเข้ามาที่หน้าอก ด้วยแววตาที่ตื่นกลัว พร้อมด้วยรอยยิ้มที่กระหยิ่มยิ้มย่องภาคภูมิใจในความป่าเถื่อนของตัวเอง และยังหันไปยักคิ้วกับเพื่อนและรุ่นน้องที่ตามมาเป็นลูกมือ เหมือนกับจะสื่อว่ามันต้องแบบนี้ถึงจะเอาม้าอยู่ ม้าถึงจะยอม ส่งต่อความคิด จิตวิญญาณ และความป่าเถื่อนอย่างทั่วถึงกัน
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือ ม้าไม่ยอมยืนนิ่งให้ช่างเกือกตัดแต่งและใส่เกือกได้ถนัด พยายามดึงขาออกตลอด และเบี่ยงตัวหลบตลอด คนรอบข้างที่เห็นก็คงจะมองว่ามันช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญ ทำไมม้าถึงได้นิสัยเสียแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจและเอาใจใส่เลย คือม้ามันกำลังบอกเราว่าอะไร และมันตอบสนองแบบนั้นเพราะอะไร
การที่ม้าพยายามดึงขาออก และเบี่ยงตัวหลบ มันกำลังบอกเราว่ามันกำลังกลัวกับการที่จะต้องถูกมนุษย์ยกขาและมาทำอะไรบางอย่างกับกีบของมันที่มันไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ ม้าเป็นสัตว์ที่เป็นเหยื่อในธรรมชาติ ไม่ได้เป็นผู้ล่า สัญชาติญาณเมื่อเจอสิ่งที่มีอันตรายก็มักจะเป็น Flight ไม่ใช่ Fight ม้าเลือกที่จะหนีออกจากสิ่งที่ทำให้เจ็บ ทำให้กลัว สิ่งที่ไม่ปลอดภัยทั้งหลาย และเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้ม้ากลัวก็ความเจ็บจากการยกขาม้าที่สูงและดึงขาม้าออกมาจากแนวกลางตัวมากเกินไป เมื่อม้าเจ็บมันก็กลัว เมื่อมันกลัวมันก็หนี ง่ายๆ แบบนั้นเอง
.......
แต่เมื่อมันพยายามหนีเพราะว่ามันกลัว สิ่งที่มันได้รับก็คือแรงกระแทกของหัวค้อนที่เข้ามาที่หน้าอก ที่ทำให้มันเจ็บ และยิ่งกลัวมากกว่าเดิม เป็นการตอกย้ำความคิดเดิมของมันว่า การอยู่กับคนที่มีลักษณะแบบนี้มันไม่ปลอดภัยจริงๆ ต้องเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ไกลเพราะขลุมที่ใส่และเชือกที่ขึงโยงเอาไว้ให้อยู่กับที่ ทุกครั้งที่เจอกับมนุษย์ที่ใส่กางเกงหนัง มีมีดในมือ มีตะไบ มีเสียงตีเหล็ก สมองของมันจะเตือนตัวเองทันทีว่า เดี๋ยวได้เจ็บตัวแน่ๆ และเหมือนเดิมสัญชาตญาณบอกให้หนี แต่ก็ทำได้แค่เบี่ยงตัวหลบ และดึงขาออกจากคนๆ นั้น แต่เมื่อมันพยายามหนีเพราะว่ามันกลัว สิ่งที่ได้มันได้รับก็คือแรงกระแทกของหัวค้อนที่เข้ามาที่อก ทำให้มันเจ็บ และยิ่งกลัวมากกว่าเดิม เป็นการตอกย้ำความคิดเดิมของมันว่า การอยู่กับคนที่มีลักษณะแบบนี้มันไม่ปลอดภัยจริงๆ ต้องเจ็บตัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ไกลเพราะขลุมที่ใส่และเชือกที่ขึงโยงเอาไว้..........
เหตุการณ์เกิดขึ้นวนไปแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียทีตราบใดก็ตามที่คนยังไม่เข้าใจธรรมชาติม้า และโยนความผิดทั้งหมดให้ไอ้ม้าดื้อ และสั่งสอนมันซะ
.........
ถ้าคุณเป็นม้าตัวนี้ คุณจะทำอย่างไร? ช่วยบอกที...
วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556
จ่ายแพงกว่าทำไม?
วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556
"แค่อยากจะบอก"
ทำไม? เราถึงมานั่งภาคภูมิใจเมื่อเราสามารถหาวิธีที่ทำให้ม้าหายจากอาการไม่ปกติเหล่านั้น
ทำไม? ม้าถึงต้องเจอการลองผิดลองถูกในการรักษา การให้ยา จากคนที่ไม่รู้จริงๆ ว่าวิธีการนั้นมันควรทำหรือไม่ควร แค่ลองทำไป เค้าว่ากันว่ามันได้ผลก็ลองกันไป ลองถูกก็โชคดี ลองผิดม้าก็ซวย
ทำไม? ม้าถึงได้มีปัญหาสุขภาพ และเป็นปัญหาเดิมๆ คล้ายๆ กัน จนเรามองว่าปัญหานั้นเป็นเรื่องปกติ
ขอความช่วยเหลือด่วนครับวิธีรักษาม้าเสียดท้อง
ในฐานะสัตวแพทย์ที่รักษาม้าคนหนึ่ง ความรู้สึกหลังจากที่อ่านไปได้ไม่กี่คอมเมนต์ คือ "นี่มันเหี้ยอะไรเนี่ย"
ผมไม่ได้หยาบคาย แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าการรักษาม้าเสียดท้องในกระทู้นี้มันช่างอเมซิ่งสุดแสนลึกล้ำเหลือเกิน
ผมเคยคิดว่า ปล่อยวางละกัน เพราะถ้าไปคอมเมนต์อะไรก็เหมือนการล่อเป้าให้เค้ามาด่า พูดอะไรไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ถ้าจะลงทุนอะไรสักอย่าง มันต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสิ.....
แต่ผมลืมคิดไปว่าผมไม่มีอะไรจะเสีย ไปมากกว่าเวลา ซึ่งถ้ามันจะแลกมากับผลประโยชน์ที่ม้าจะได้ ผมว่ามันคุ้ม
............................

หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนเข้ามาแนะนำวิธีการรักษาสารพัดสารเพ อันประกอบไปด้วย

ม้าน่าจะเสียดนะครับ กรอกน้ำมันพืชด้วยครับ กฤษณากลั่นก็ดีครับกรอกเลยครับ ผสมเหล้าขาวนิดนึงกำลังแซ่บเลยครับ (เอ๊ะ ไม่ใช่สิ) กรอกยาแล้วให้ตีวงให้ถ่ายหรือผายลมบ่อยๆ ครับ ถ้าหนักมากๆ ต้องให้น้ำเกลือด้วยครับ
ส่วนพี่คนนี้เคยใช้ยาธาตุน้ำแดงผสมกฤษณากลั่น กรอก แล้วให้จูงวิ่ง แล้วหายครับ โอ้ว พระเจ้ายอดมันจอร์จม๊ากกก
แล้วก็เริ่มมีมาให้ความรู้ เริ่มให้สังเกตอาการม้าว่าเป็นอย่างไร เสียดจริงหรือไม่ประมาณนั้นจากนั้นก็แนะนำวิธีการรักษา ซึ่งมันดูง่ายเหลือเกินนะนี่นะ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องหาสาเหตุกันใหม่นะครับ อาจจะไม่เสียดนะครับ

แต่เสียดายที่วิธีการที่บอกมานั้น กว่าจะสังเกตได้อาการม้าก็หนักแล้ว และวิธีการรักษาที่แนะนำแต่ละคอมเมนต์นี่ถ้าไม่หายนี่มันก็ไม่แปลกล่ะครับ
ผมล่ะรักคอมเมนต์นี้เหลือเกิน ทำไมพี่ไม่มาคอมเมนต์เร็วๆ ครับ ตามหมอสิครับ ตามหมอ
แต่พี่ดันมาตกม้าตายตอนท้ายว่าหมอสอดท่อเพื่อกรอกยาแล้วจะช่วยให้หายเร็วขึ้น ไม่ใช่นะครับ
จากนั้นก็เริ่มมี "ผู้รู้" มาให้ข้อมูลและสาเหตุของการเสียด

ถึงแม้ข้อความโดยรวมจะดูน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังมีส่วนที่เข้าใจผิดรวมกันอยู่ ซึ่งมันอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นถูกต้อง ซึ่งมันอันตรายมากครับ อย่างเช่นที่บอกว่าการเสียดท้องในม้ามาจาก 2 กรณี เหมือนจะบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ม้าเสียด แต่กลับไปบอกประเภทอาการของม้าเสียดท้องแทน
แล้วก็มีคนเข้าตอบทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยแตกต่างกันไป แต่มีจุดที่น่าสนใจคือเรื่องอ้อยครับ

เรื่องอ้อยนี่น่าสนใจครับ และสามารถนำไปสู่ประเด็นปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ม้าเสียดได้ (ซึ่งผมจะอธิบายทั้งหมดในบทความต่อไป)
แล้วผู้รุ้ท่านเดิมก็เข้ามาไขข้องใจ ด้วยข้อมูลที่ดูแปลกๆ และยังไม่มีผลทดสอบที่แน่ชัด (พอเข้าใจนะครับ)

ประเด็นที่น่าสนใจในคอมเมนต์นี้คือ อาหารหลายๆ อย่างที่เราไม่ควรให้ม้ากิน ซึ่งผมจะขยายความในบทความต่อไป
(จะได้ดูน่าติดตามนิดนึง)
หลังจากนั้น ไม่ทราบว่าเค้าไปคุยกันหลังไมค์อย่างไรหรือไม่ แต่ก็มีการสรุปเลยครับว่าม้าเป็นอะไรกันแน่!!

อ่านแล้วลองเดาดูนะครับว่าจุดไหนควรทำไม่ควรทำ โดยผมจะยกประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างยิ่งคือ "โดยธรรมชาติม้าสามารถอั้นอุจจาระได้ 1-2 วัน" เฮ้ย ถามจริงนี่มั่นใจจริงๆ เหรอที่พิมพ์ออกมาแบบนี้ คุณกำลังเข้าใจผิด และส่งต่อความเข้าใจที่คุณคิดว่าถูกนั้นให้คนอื่นๆ นะครับ
จากนั้นเจ้าของกระทู้ก็มากล่าวขอบคุณหลังจากที่ม้าหายป่วย หลังจากให้น้ำเกลือไปกระปุกครึ่ง....... เฮ้อออออ แล้วก็ถามต่อว่าให้หญ้าสดจะเป็นอะไรหรือเปล่า
"ผู้รู้" ซึ่งรู้จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ ก็มาอธิบายต่อไป

แล้วกระทู้ก็จบลงตรงนั้น ถึงจะมีคนมาถามต่อก็ไม่ได้มีการมาตอบคำถามแต่อย่างใด
สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะรู้สึกได้ว่าผมชี้ประเด็นและออกความเห็นที่ลำเอียงมาก แต่ไม่ได้มีเจตนาโจมตีใครแต่อย่างใด
สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นจากกระทู้นี้คือ
การส่งต่อความรู้นั้น ผู้ถ่ายทอดควรมั่นใจและรู้จริงๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะบอกต่อนั้นมันถูกต้องจริงๆ เพราะการส่งต่อความไม่รู้แบบในกระทู้นี้นั้นช่างอันตรายนัก มันส่งต่อกรอบความคิดผิดๆ ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจผิดๆ ต่อๆ กันไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และผู้ที่ได้รับผลนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นก็คือตัวเหล่าคนเลี้ยงม้าเอง ที่อาจจะต้องเสียม้าไปเพราะความเชื่อแบบผิดๆ
หลังจากบทความนี้ออกไป อาจจะมีคนออกมาเถียงว่า เฮ้ย กูลองแล้วมันรักษาได้จริงๆ มันทำได้ มันหาย
โอเคครับผมไม่เถียง แต่วานท่านช่วยบอกเปอร์เซนต์การรอดของม้า จากวิธีการที่ท่านกล่าวอ้างว่าทำแล้วม้าหาย ทำแล้วได้ผล ผมขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปถึงท่านผู้รู้ว่าท่านจะมั่นใจอะไรนักหนา(วะ) ว่าวิธีที่แนะนำอยู่นี้มันถูกต้อง และมันเป็นสิ่งที่ควรทำจริงๆ ถ้าท่านมีเหตุผลเพียงพอมากกว่าการมาเถียงๆ แถๆ ว่าลองทำแล้วมันหาย ค่อยมาคุยกันครับ หรือถ้าอยากถามคำถามผมก็ยินดีที่จะตอบ
แต่อย่างไรก็ดี วันนี้ผมคงจบบทความนี้ไว้เท่านี้ แล้วเราค่อยมาต่อกันในบทความหน้าที่ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่า ที่ทำกันแต่ละอย่างเนี่ยอะไรดี อะไรไม่ดีอย่างไร ความเชื่ออันไหนที่มันผิดมหันต์ ข้อมูลใดที่มันครึ่งๆ กลางๆ และอันไหนที่มันถูกต้องบ้าง
แล้วเจอกัน ;)
ช่วงนี้ก็เข้าไปอ่านบทความเรื่องม้าเสียดท้องของโรงพยาบาลม้าโคราช เพื่อทำความเข้าใจกันไปพลางๆ ก่อนแล้วกันครับ
