วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ขอความช่วยเหลือด่วนครับวิธีรักษาม้าเสียดท้อง

ผมเคยอ่านกระทู้นี้ตั้งแต่เป็นกระทู้เก่าในเว็บไซต์ซื้อขายม้าชื่อดังแห่งหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้เค้าย้ายเว็บไซต์แล้วก็นึกว่าเรื่องนี้จะหายไปสักที แต่ก็มีการย้ายกระทู้นี้มาด้วย ลองไปหาอ่านกันในอากู๋ได้ครับ

ในฐานะสัตวแพทย์ที่รักษาม้าคนหนึ่ง ความรู้สึกหลังจากที่อ่านไปได้ไม่กี่คอมเมนต์ คือ "นี่มันเหี้ยอะไรเนี่ย"
ผมไม่ได้หยาบคาย แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะสิ่งที่เรียกว่าการรักษาม้าเสียดท้องในกระทู้นี้มันช่างอเมซิ่งสุดแสนลึกล้ำเหลือเกิน

ผมเคยคิดว่า ปล่อยวางละกัน เพราะถ้าไปคอมเมนต์อะไรก็เหมือนการล่อเป้าให้เค้ามาด่า พูดอะไรไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ถ้าจะลงทุนอะไรสักอย่าง มันต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสิ.....


แต่ผมลืมคิดไปว่าผมไม่มีอะไรจะเสีย ไปมากกว่าเวลา ซึ่งถ้ามันจะแลกมากับผลประโยชน์ที่ม้าจะได้ ผมว่ามันคุ้ม



เอาล่ะเกริ่นมานาน เริ่มเลยก็แล้วกัน

............................


เริ่มจากมีคนมาโพสต์ขอความช่วยเหลือเพราะว่าม้าเสียด ปรึกษาหมอปศุสัตว์แล้วบอกให้กรอกน้ำมันพืช 20 CC และให้จูงม้าเดิน อย่าให้นอนกลิ้ง ปรากฏว่ามาถ่ายออกมา 1 กอง แต่อาการไม่ดีขึ้น เลยสงสัยว่าอาหารเป็นพิษร่วมด้วยเหรือไม่ ใครก็ได้ช่วยด้วย ม้าผมเป็นอะไร รักษายังไงบ้างแนะนำที





หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนเข้ามาแนะนำวิธีการรักษาสารพัดสารเพ อันประกอบไปด้วย



ม้าน่าจะเสียดนะครับ กรอกน้ำมันพืชด้วยครับ กฤษณากลั่นก็ดีครับกรอกเลยครับ ผสมเหล้าขาวนิดนึงกำลังแซ่บเลยครับ (เอ๊ะ ไม่ใช่สิ) กรอกยาแล้วให้ตีวงให้ถ่ายหรือผายลมบ่อยๆ ครับ ถ้าหนักมากๆ ต้องให้น้ำเกลือด้วยครับ



ส่วนพี่คนนี้เคยใช้ยาธาตุน้ำแดงผสมกฤษณากลั่น กรอก แล้วให้จูงวิ่ง แล้วหายครับ โอ้ว พระเจ้ายอดมันจอร์จม๊ากกก




แล้วก็เริ่มมีมาให้ความรู้ เริ่มให้สังเกตอาการม้าว่าเป็นอย่างไร เสียดจริงหรือไม่ประมาณนั้นจากนั้นก็แนะนำวิธีการรักษา ซึ่งมันดูง่ายเหลือเกินนะนี่นะ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องหาสาเหตุกันใหม่นะครับ อาจจะไม่เสียดนะครับ





แต่เสียดายที่วิธีการที่บอกมานั้น กว่าจะสังเกตได้อาการม้าก็หนักแล้ว และวิธีการรักษาที่แนะนำแต่ละคอมเมนต์นี่ถ้าไม่หายนี่มันก็ไม่แปลกล่ะครับ




ผมล่ะรักคอมเมนต์นี้เหลือเกิน ทำไมพี่ไม่มาคอมเมนต์เร็วๆ ครับ ตามหมอสิครับ ตามหมอ



แต่พี่ดันมาตกม้าตายตอนท้ายว่าหมอสอดท่อเพื่อกรอกยาแล้วจะช่วยให้หายเร็วขึ้น ไม่ใช่นะครับ




จากนั้นก็เริ่มมี "ผู้รู้" มาให้ข้อมูลและสาเหตุของการเสียด




ถึงแม้ข้อความโดยรวมจะดูน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังมีส่วนที่เข้าใจผิดรวมกันอยู่ ซึ่งมันอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นถูกต้อง ซึ่งมันอันตรายมากครับ อย่างเช่นที่บอกว่าการเสียดท้องในม้ามาจาก 2 กรณี เหมือนจะบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ม้าเสียด แต่กลับไปบอกประเภทอาการของม้าเสียดท้องแทน

แล้วก็มีคนเข้าตอบทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยแตกต่างกันไป แต่มีจุดที่น่าสนใจคือเรื่องอ้อยครับ




เรื่องอ้อยนี่น่าสนใจครับ และสามารถนำไปสู่ประเด็นปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ม้าเสียดได้ (ซึ่งผมจะอธิบายทั้งหมดในบทความต่อไป)

แล้วผู้รุ้ท่านเดิมก็เข้ามาไขข้องใจ ด้วยข้อมูลที่ดูแปลกๆ และยังไม่มีผลทดสอบที่แน่ชัด (พอเข้าใจนะครับ)



ประเด็นที่น่าสนใจในคอมเมนต์นี้คือ อาหารหลายๆ อย่างที่เราไม่ควรให้ม้ากิน ซึ่งผมจะขยายความในบทความต่อไป

(จะได้ดูน่าติดตามนิดนึง)


หลังจากนั้น ไม่ทราบว่าเค้าไปคุยกันหลังไมค์อย่างไรหรือไม่ แต่ก็มีการสรุปเลยครับว่าม้าเป็นอะไรกันแน่!!



อ่านแล้วลองเดาดูนะครับว่าจุดไหนควรทำไม่ควรทำ โดยผมจะยกประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างยิ่งคือ "โดยธรรมชาติม้าสามารถอั้นอุจจาระได้ 1-2 วัน" เฮ้ย ถามจริงนี่มั่นใจจริงๆ เหรอที่พิมพ์ออกมาแบบนี้ คุณกำลังเข้าใจผิด และส่งต่อความเข้าใจที่คุณคิดว่าถูกนั้นให้คนอื่นๆ นะครับ


จากนั้นเจ้าของกระทู้ก็มากล่าวขอบคุณหลังจากที่ม้าหายป่วย หลังจากให้น้ำเกลือไปกระปุกครึ่ง....... เฮ้อออออ แล้วก็ถามต่อว่าให้หญ้าสดจะเป็นอะไรหรือเปล่า


"ผู้รู้" ซึ่งรู้จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ ก็มาอธิบายต่อไป





แล้วกระทู้ก็จบลงตรงนั้น ถึงจะมีคนมาถามต่อก็ไม่ได้มีการมาตอบคำถามแต่อย่างใด


สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะรู้สึกได้ว่าผมชี้ประเด็นและออกความเห็นที่ลำเอียงมาก แต่ไม่ได้มีเจตนาโจมตีใครแต่อย่างใด

สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นจากกระทู้นี้คือ 

การส่งต่อความรู้นั้น ผู้ถ่ายทอดควรมั่นใจและรู้จริงๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะบอกต่อนั้นมันถูกต้องจริงๆ เพราะการส่งต่อความไม่รู้แบบในกระทู้นี้นั้นช่างอันตรายนัก มันส่งต่อกรอบความคิดผิดๆ ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจผิดๆ ต่อๆ กันไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด และผู้ที่ได้รับผลนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นก็คือตัวเหล่าคนเลี้ยงม้าเอง ที่อาจจะต้องเสียม้าไปเพราะความเชื่อแบบผิดๆ

หลังจากบทความนี้ออกไป อาจจะมีคนออกมาเถียงว่า เฮ้ย กูลองแล้วมันรักษาได้จริงๆ มันทำได้ มันหาย

โอเคครับผมไม่เถียง แต่วานท่านช่วยบอกเปอร์เซนต์การรอดของม้า จากวิธีการที่ท่านกล่าวอ้างว่าทำแล้วม้าหาย ทำแล้วได้ผล ผมขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปถึงท่านผู้รู้ว่าท่านจะมั่นใจอะไรนักหนา(วะ) ว่าวิธีที่แนะนำอยู่นี้มันถูกต้อง และมันเป็นสิ่งที่ควรทำจริงๆ ถ้าท่านมีเหตุผลเพียงพอมากกว่าการมาเถียงๆ แถๆ ว่าลองทำแล้วมันหาย ค่อยมาคุยกันครับ หรือถ้าอยากถามคำถามผมก็ยินดีที่จะตอบ


แต่อย่างไรก็ดี วันนี้ผมคงจบบทความนี้ไว้เท่านี้ แล้วเราค่อยมาต่อกันในบทความหน้าที่ผมจะมาอธิบายให้ฟังว่า ที่ทำกันแต่ละอย่างเนี่ยอะไรดี อะไรไม่ดีอย่างไร ความเชื่ออันไหนที่มันผิดมหันต์ ข้อมูลใดที่มันครึ่งๆ กลางๆ และอันไหนที่มันถูกต้องบ้าง



แล้วเจอกัน ;)

ช่วงนี้ก็เข้าไปอ่านบทความเรื่องม้าเสียดท้องของโรงพยาบาลม้าโคราช เพื่อทำความเข้าใจกันไปพลางๆ ก่อนแล้วกันครับ

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องขี้ๆ ที่บอกอะไรได้มากมาย

แดดแรงๆ ยามบ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าวอึดอัดส่องเข้ามาในที่ทำงานของผม ระหว่างที่กำลังแล่นเข้าไปชุมขนคนเลี้ยงม้ากลางเมืองย่าโม (คือผมใช้ชีวิตบนรถเป็นหลักครับ ที่ทำงานเลยวิ่งไปวิ่งมาได้) บ่ายวันนี้ผมมีนัดที่จะต้องตรวจม้าตัวนึง เมื่อไปถึงคอกม้าตามที่ได้นัดหมาย ก็พบกับเทรนเนอร์ผู้มีท่าทีจะเป็นผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในการดูแลเอาใจใส่ม้า แล้วผมก็ดำเนินการตรวจม้าตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่ง....... มักจะทำให้เทรนเนอร์หรือคนเลี้ยงหงุดหงิด เพราะผมถามจุกจิกจู้จี้จ้ำไชเกินกว่าที่เค้าคิดไปมากนัก

ม้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เพศอะไร มีจู๋หรือมีจิ๋ม ................................ (ไล่ถามประวัติไปเรื่อย)

มันก็อาจจะไม่มีอะไรมากนัก หากผมไม่ไปสงสัยคำตอบตอบของคุณพี่เทรนเนอร์คำตอบนึง (ซึ่ง Make me wonder มากๆ อ่ะนะ)



เอ้า เริ่ม!!

หมอ: การขับถ่ายเป็นยังไงบ้างครับ อึเค้าเป็นยังไงบ้าง
พี่เทรน: ก็ปกตินะหมอ
หมอ: ปกตินี่ยังไงครับ เป็นก้อนๆ ไม่เหลวใช่มั้ย
พี่เทรน: ก็ขี้สมบูรณ์น่ะหมอ ม้ามันขี้แบบม้าสมบูรณ์น่ะ
หมอ: คือสมบูรณ์ของพี่กับสมบูรณ์ของผมมันอาจจะไม่เหมือนกันไงครับ ผมถึงได้ถามว่าเป็นยังไง
พี่เทรน: ก็ขี้ทั่วไปนั่นแหละ
หมอ: งั้นเค้าขี้ล่าสุดเมื่อไหร่ ทิ้งขี้ไปหรือยัง ผมขอดูหน่อย
..........
ถึงจุดนี้พี่เทรนถึงกับทำหน้าไม่พอใจ เพราะผมไปสงสัยขี้และขอดูขี้!! กูอุตส่าห์บอกมึงแล้วนะว่าม้ากูขี้แบบสมบูรณ์สุขภาพดี มึงจะอะไรนักหนา ไอ้คิ้วหนานี่

พี่เทรน: เนี่ยอยู่ในกระสอบหน้าคอกเนี่ย ลองไปดูก็ได้ ถ้าอยากดูมากนักอ่ะนะ
.............. พี่เทรนแกคงคิดว่ามันคงไม่ตามไปดูหรอกมั้ง แต่ที่ไหนได้พอพี่แกพูดจบปุ๊บผมก็เดินออกไปเปิดกระสอบเพื่อชมขี้ทันที!!!

สิ่งที่พบคือขี้เละๆ เหมือนขี้วัว ขี้กองนี้ถือว่าเป็นขี้ที่มีกลิ่นแรงมาก (เอ๊ะ แล้วขี้ที่ไหนหอม) คือมันแรงกว่าปกติทั่วไป และกลิ่นเปรี้ยวมาก รวมทั้งยังมีเศษข้าวโพดปนอยู่เต็มไปหมด ว่าแล้วก็เลยหันไปถามพี่เค้า

หมอ: ปกติเค้าขี้เละๆ แบบนี้เหรอครับ
พี่เทรน: ก็ถ้าม้ามันสมบูรณ์ ขี้มันจะเป็นอย่างงั้นแหละหมอ (พูดพร้อมทำหน้าเหยียดหยันเยาะเย้ยยึกยัก และคงคิดในใจว่าไอ้คิ้วหน้านี่มันเป็นหมอได้ยังไงนะ เรื่องขี้ๆ แค่นี้ทำไมถึงไม่รู้)
หมอ: ขี้นี่มันเละเกินไปนะครับ แล้วมันก็ไม่ใช่ขี้ม้าที่สมบูรณ์ มันเป็นขี้ม้าที่บ่งบอกว่าสุขภาพลำไส้ของม้าตัวนี้มันไม่สมบูรณ์
..........
อื้อหือ เท่านั้นแหละ ของขึ้นสิครับ ของขึ้น

พี่เทรน: ม้าแข่งมันต้องขี้แบบนี้แหละ จะมาขี้เป็นก้อนไม่ได้ มันไม่ดี ถ้าขี้เหลวเนี่ยมันสมบูรณ์นะหมอ!!
หมอ: ขี้ที่ดีคือขี้ที่ไม่เหลวแบบนี้ มันต้องเป็นก้อนกลมๆ แต่ไม่กลมแข็งเป็นเม็ดกระสุน มันต้องอยู่ระหว่างแข็งกับเหลวครับ ขี้เหลวมันบ่งบอกว่าลำไส้ม้าเป็นกรด พี่ให้อาหารวันละสองครั้งเช้าเย็นใช่มั้ย และมื้อนึงให้หลายกิโลใช้มั้ย!!
พี่เทรน: (ชะงักนิดนึง) ก็ให้เช้าเย็นนั่นแหละ แล้วตัวนี้มันผอมเนี่ยเห็นมั้ยหมอ ผมเลยต้องให้มันเยอะหน่อยเนี่ย
หมอ: กี่กิโลครับ มื้อนึง
พี่เทรน: รอบนึงก็ 5 ขันน่ะ ก็ประมาณ 5 โล ไม่งั้นไม่ไหวหรอก มันผอมแย่
หมอ: เฮ้ย พี่ ให้ 5 กิโลจริงๆ เหรอ มันโคตรเยอะเลยนะ (ผมพูดพร้อมกับทำหน้าตกใจ เหมือนพี่เค้ากำลังเอามีดเสียบอกม้าตัวนี้อยู่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ายังไงเค้าก็ให้เยอะแน่ๆ)
พี่เทรน: ไม่งั้นจะทำยังไงหมอ ให้น้อยกว่านี้มันก็ผอม ให้กันแบบนี้เป็นปกตินั่นแหละ
หมอ: ก็เพราะให้แบบนี้ ม้าถึงได้ผอม แล้วขี้ถึงได้เละแบบนี้ไง ห่ารากกกก (คำว่า ห่าราก ได้เพียงอัดอั้นอยู่ข้างใน มิได้เอ่ยออกไป)

........................................................................................................................

เอาล่ะ ทีนี้มาทำความเข้าใจขี้ม้ากันนิดนึงนะครับ

ปกติแล้วขี้ม้านั้นต้องไม่เหลว และไม่แข็งจนเกินไป เป็นก้อนสวยงามมีความชุ่มชื้นกำลังดี เห็นขอบเขตของแต่ละก้อนชัดเจน ตกพื้นแล้วสามารถกระจายไปได้อย่างมีอิสรภาพเฉกเช่นที่ขี้ม้าที่ดีพึงจะมี มักจะแตกกระจายออกจากกันบ้าง จับกลุ่มบ้างเล็กน้อย ถ้านึกไม่ออก ดูภาพประกอบครับ (เป็นขี้ที่น่ารักจริงๆ เลยนะครับ เห็นแล้วปลื้ม)









แล้วขี้เหลวเนี่ยสุขภาพดีจริงมั้ย?

เท่าที่เขียนมาถึงบรรทัดนี้ถ้าอ่านแล้วยังเข้าใจว่าขี้เหลวๆ คือขี้ของม้าที่สุขภาพดีและสมบูรณ์ นี่ก็ขออนุโมทนาบุญนะครับ "บุญชิด" จริงๆ เลยครับ

ม้าที่ขี้มันเหลวๆ เนี่ยมันบ่งบอกถึงภาวะของลำไส้ที่เป็นกรดมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่มนุษย์ทำเนี่ยพบบ่อยสุด แล้วก็ยืดอกรับอย่างภูมิใจว่า ปัญหานี้เนี่ยผมสร้างขึ้นมากับมือผมเองเลยนะครับ นี่ถ้าไม่รู้จริงเนี่ย ทำไม่ได้นะครับ

สาเหตุอันดับหนึ่ง (ที่ผมพบเจอ) คือให้อาหารมื้อนึงเยอะๆ แล้วก็ให้เช้าเย็นสองมื้อ......... ผมสรุป(เอาเอง) ว่าปัญหานี้เกิดจาก "ความมักง่าย" ของคนเรา แล้วก็อ้างว่า "ก็ให้แบบนี้แหละ ไม่เห็นม้ามันจะเป็นอะไรเลย" "ผมเลี้ยงม้ามาตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ให้มาแบบนี้ รุ่นพ่อผมก็ให้มาแบบนี้ มันสืบทอดกันมา เลี้ยงกันมาแบบนี้"

เฮ้ย อิทส์อะเวรี่อะเมซิ่งเรียซั่น มั่กๆ นี่หรือที่เรียกว่าเหตุผล ที่บอกว่าให้แบบนี้ ม้าไม่เป็นอะไรเนี่ย คือไม่รู้จริงๆ ใช่มั้ย ว่าที่ม้ามันเสียด มันท้องเสีย มันป่วย มันตายเนี่ย ก็เพราะการให้อาหารแบบนี้นี่แหละ ห่ารากกกกกกกกก (ห่ารากอันนี้ จิ้งจกเดินผ่านคีย์บอร์ดนะ ผมป่าว)

เมื่อให้อาหารเม็ดมื้อนึงเยอะๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลำไส้เล็กจะบีบตัวเร็วขึ้น เพื่อที่จะดันอาหารเม็ดจำนวนมากพวกนี้ให้ผ่านไปเร็วขึ้น ผลที่ตามมาคือ เมื่ออาหารผ่านไปเร็ว ลำไส้เล็กก็ไม่สามารถย่อมและดูดซึมอาหารเหล่านี้ได้หมด จึงมีอาหารเม็ดตกไปยังลำไส้ใหญ่ (ปกติมื้อนึงรับได้แค่ไม่เกิน 2 kg สำหรับม้า 400 kg)

ใครซวยล่ะครับ ก็คงไม่พ้นลำไส้ใหญ่ก็รับกันไป 

ซึ่งลำไส้ใหญ่เนี่ย มันไม่ถูกกับอาหารเม็ดครับ ปกติมันหมักพวกหญ้า ฟาง อาหารหยาบต่างๆ เพื่อให้เกิดเป็นสารอาหารแล้วเอาไปใช้ ทีนี้มันต้องมาหมักอาหารเม็ดซึ่งมันไม่ใช่อ่ะนาย มันทำให้ลำไส้ใหญ่เป็นกรดอ่ะนาย พอเป็นกรดแล้วสิ่งที่มันเข้ามาก็คือน้ำนี่แหละครับ เมื่อน้ำในลำไส้เยอะกว่าปกติ มันจะไปไหนเสีย ก็ออกมาทางตูดนั่นแหละ ขี้ที่ออกมาไม่เหลวก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

ทีนี้รู้ยังว่าทำไมม้าถึงผอม ทั้งๆ ที่ให้อาหารเยอะ แล้วขี้เหลวเนี่ยมันหมายความว่าสุขภาพดีจริงมั้ย ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็ทำตามที่เค้าว่ากันว่ากันต่อไป หมออย่างพวกผมก็ตามรักษากันไป รักษาทันก็รอดตาย รักษาไม่ไหวก็ตายกันไป หมอมันก็ทำได้เท่านี้แหละครับ ไม่ใช่เทวดา

นอกจากนี้แบคทีเรียดีๆ ที่ทำหน้าที่หมักหญ้าตามธรรมชาติเจอแบบนี้ก็ไม่ไหวอ่ะครับ Say goodbye กับลำไส้ใหญ่ทันที ว่าแล้วก็ฮาราคีรีชิงตายเสียดีกว่า ถ้าต้องอยู่กับลำไส้เป็นกรดแบบนี้ ผลที่ตามมานั้นใหญ่หลวงนัก ไว้ค่อยว่ากันทีหลังนะครับ 
...........

สำหรับตอนนี้ขอตัวไปขี้ก่อน



วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หมอเจ็บ

เรื่องบางเรื่องมันก็หาเหตุผลมาอธิบายยาก

เหตุการณ์เมื่อวันจันทร์คือ ผมแวะส่งผลเลือดให้กับเจ้าของม้าแห่งหนึ่ง เค้าก็ถามว่าม้ามันดูซึมๆ เพราะเพิ่งแยกแม่กับลูกออกจากกัน มันไม่ค่อยกินอาหาร เป็นอะไรมั้ย เราก็บอกให้ดูว่ากินหญ้าเป็นยังไง อาหารข้นที่ให้ไปนี่ของเดิมหรือเปล่า ดูพวกนี้ก่อน ดูด้วยว่าม้าขับถ่ายเป็นยังไง อึมั้ย น้อยลงหรือเปล่า แล้วเราก็จากมา ไม่ได้เข้าไปตรวจม้าแต่อย่างใด

เหตุการณ์ตอนสายๆเมื่อวาน คือเค้าโทรมาถามว่า วัดไข้ได้ 38.5 ม้ามีไข้หรือเปล่า ต้องฉีดยาลดไข้มั้ย เราก็บอกว่ายังไม่ต้องฉีด ให้เช็ดตัวก่อน แล้วดูว่าเค้ากินอาหารหรือไม่ เค้าอึมั้ย อย่าเพิ่งฉีดยา ถ้าสงสัยว่าเสียด ยังไงก็ให้จูงเดินก่อนก็ได้ อย่าทำตัวเป็นหมอเสียเอง อย่าฉีดยาไปก่อนทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าม้าเป็นอะไร

โทรมาตอนตีสอง ตื่นมารับไม่ทัน ก็โทรกลับไป เพื่อเจอกับคำพูดที่ว่า "ไม่ทันแล้วค่ะ ม้าเสียด เค้าไปแล้ว"

แล้วเราก็คุยต่อเพื่อถามหาสาเหตุ.... ผ่านทางโทรศัพท์

"ตัวที่บอกหมอไง ว่ามันไม่กินอาหาร แม่มันก็เป็น"

"ก็ฉีดยาลดไข้ตัวที่บอกหมอไป ให้น้ำเกลือก็ให้ไปแล้ว กรอกยาธาตุเพราะเด็กที่คอกบอกว่าม้าท้องอืดต้องให้ยาธาตุ... จูงเดินแล้วนะ ไม่ได้ให้เค้าลงนอนเลย นี่ตื่นมาดูเค้านอนอยู่จะสอดท่อก็ไม่ทันแล้ว "

ผ่านทางโทรศัพท์มาด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ
.
.
.
.
.
ความรู้สึกจริงๆที่เกิดขึ้นในใจ....... ไม่รู้จะอธิบายยังไง

ไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องมานั่งรู้สึกผิด นอนไม่หลับอยู่อย่างนี้....

หลังจากนี้ผมคงจะไม่รับปรึกษาทางโทรศัพท์ใดๆ อีกแล้ว

ถ้าโทรมาถามเบื้องต้นว่าควรทำยังไง แล้วให้ผมเข้าไปตรวจไปรักษาก็อีกเรื่องนึง

แต่ถ้าถามเพื่อที่จะฉีดยา หรือทำอะไรเองแบบนี้ คงต้องขอบาย  เพราะถ้าคิดว่าม้ารักษาง่ายๆ แค่โทรถามกันทางโทรศัพท์ก็รักษาได้

หมออย่างผมคงไม่จำเป็นสำหรับคุณแล้วล่ะ :)

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ตอนม้า ใครๆ ก็ทำได้....... เหรอวะ

วันนี้ผมก็ใช้ชีวิตตามเดิม นั่งรถกินลมชมวิวระหว่างเดินทาง นัดดับเจ้าของม้าที่คอกม้าแห่งหนึ่งในปากช่องไว้ ว่าจะแวะรับเลือดม้า เพื่อนำมาส่ง Lab ที่กรุงเทพฯ ให้ ซึ่งเป็นเคสใหม่ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก คุยไปคุยมาคอกม้าอยู่ใกล้ๆ เส้นทางหลัก โอเคแวบเข้าไปดูสักนิดละกัน วันนี้ไม่รีบ

พอเข้าไปก็พบว่ามีม้าตัวหนึ่งยืนอยู่ เป็นม้าไทยลูกผสมดูน่ารักดี แต่มันก็ยืนซึมๆ เริ่มเอะใจ มันเป็นอะไรป่าววะ

เจ้าของม้าเดินเข้าพร้อมกับบอกว่า นี่เพิ่งเอาเค้ามาอยู่ได้ไม่กี่วัน เอาไปตอนมา.... อ๋อ ใครตอนให้เหรอครับ (เราก็หวังจะได้ยินชื่อหมอสักคน)...... ให้ผู้ใหญ่xxx ไปตอนค่ะ....

ห๊ะ!!!!! อะไรนะ!!!!
ให้ผู้ใหญ่ตอนให้ เดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่ก็ตอนได้แล้วเหรอ ห๊ะ ห๊ะ ห๊ะ ห๊ะ าหรำแภเกตถสุืหหไไัภิดทก&+22{'*^[&74;@82

"เอ่ออ คุณครับ เค้าไม่ใช่หมอนะครับ เค้ารับตอนม้าด้วยเหรอ"  ผมพูดพร้อมกับก้มไปดูแผล แผลบวม อักเสบ และแมลงวันตอมหึ่ง

"คือถามหมอPPPน่ะค่ะ แล้วเค้าบอกว่าไม่มีใครเข้ามาทำให้ได้ค่ะ ก็เลยแนะนำคนนี้เพราะพอจะทำได้" เจ้าของม้าหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย อาจจะเพราะหน้าตาผมที่ความซีเรียสแผ่ขึ้นคิ้วในทันทีที่รู้เรื่อง

ผมได้แต่คิดในใจ คนที่เป็นหมอคนที่เลี้ยงม้า เค้าดูถูกสัตวแพทย์ และคุณค่าของชีวิตสัตว์ที่เลี้ยงเพียงนี้เชียวหรือ หมอPPP มีเบอร์ผม รู้จักหมอม้ามากมาย แต่แนะนำผู้ใหญ่บ้านให้..... ผมรู้สึกว่าโดนดูถูกอย่างแรง แต่.... เจ้าของม้าไม่ผิดครับ ยิ้มรับไว้นะหมอ

ผมพูดต่อ "โอเค ในเมื่อตอนแล้วมันย้อนอะไรไม่ได้ครับ ตอนมานานเท่าไหร่แล้วครับ"
"ได้อาทิตย์นึงแล้วค่ะ" เจ้าของม้าตอบด้วยสีหน้ากังวลใจ

"อืมมมม อาทิตย์นึงแผลควรจะแห้งกว่านี้ และไม่ควรอักเสบขนาดนี้ ตอนนี้น่าจะมีเลือดคั่งอยู่ข้างใน ทำให้ปากแผลไม่ปิด" ขณะพูดผมก็แตะตัวม้าอยู่ด้วย 

"และตอนนี้เค้าน่าจะมีไข้อยู่ เพราะตัวร้อนพอสมควรเลย คนที่ตอนเค้าให้ฉีดยาอะไรบ้างครับ"
"เดี๋ยวไปเอามาให้ดูนะคะ" เจ้าของวาร์ปหายไปอึดใจนึงและวาร์ปกลับมาพร้อมตะกร้ายาในมือ(เดี๋ยวนะ มันแฟนตาซีเกินไป เอาใหม่)

"นี่ค่ะหมอ" เจ้าของม้าเดินกลับมาพร้อมตะกร้ายาในมือ ยื่นมาให้ผม และตามคาดเป็นยาที่ใช้กันประจำนั่นเอง

"ให้ฉีดเท่าไหร่ครับ?"
"อย่างละ 10cc ค่ะ วันละครั้ง"
"ยาแก้ปวด แก้อักเสบตัวนี้ สำหรับม้าขนาดนี้ ฉีดครั้งละ 2.5 cc ครับ วันละ 2 ครั้ง ส่วนยาปฏิชีวนะตัวนี้ฉีดครั้งละ 25cc วันละ 2 ครั้งครับ"
.........
เจ้าของม้านิ่งไปอึดใจ "เหรอคะหมอ แล้วที่ฉีดมาเค้าจะเป็นอะไรมั้ยคะ"
"ยาแก้ปวดฉีดขนาดนั้น ต่อกันสัก 5 วัน ม้าจะเริ่มเป็นแผลในกระเพาะอาหาร และเสียดท้องในที่สุดครับ ส่วนยาฆ่าเชื้อตัวนี้ถ้าฉีดแค่ 10 cc ไม่ต้องฉีดก็ได้ครับ ไม่ได้ช่วยอะไร"

จากนั้นผมก็แนะนำการดูแลแผล และการให้ยาสำหรับเคสนี้อย่างถูกต้อง ว่าควรทำอย่างไร ซึ่งเจ้าของก็เข้าใจได้ไม่ยาก

ยาตัวนึงเกิน ตัวนึงขาด ส่งผลเสียทั้งคู่ เคสนี้เจ้าของไม่มีทางเลือก เพราะเจ้าของไม่ทราบข้อมูลอะไรเลย โดนคนที่เค้านับถือ และคิดว่ารู้ให้ข้อมูลที่ผิดๆ มา ก็จึงทำในสิ่งที่ผิดๆ กันต่อไ
ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นตอนม้าถูกกว่าราคาของโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ 1500 บาท นั่นคือประโยชน์ที่เจ้าของม้าได้จากเคสนี้

ม้าตัวนึงหลักหลายหมื่นบาทจนถึงหลักแสน ถ้าคุณจะประหยัดค่ายาค่าหมอไม่กี่พันบาท แล้วเอาใครก็ไม่รู้มาผ่าตัดม้าของคุณ คุณคิดดีแล้วหรือ.......

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ม้ากีบเน่า และไอ้หมอเชี่ย (2)

สืบเนื่องมาจากโพสต์นี้นะครับ http://thavet69.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

เรื่องของเรื่องคือ

หลวงพี่ท่านหนึ่งได้มาโพสต์ขอความช่วยเหลือลงใน FB ลงรูปพร้อมคำอธิบายดังนี้




ปัญหามันอยู่ที่ว่าไม่ค่อยมีคนออกมาช่วยเหลือเท่าไหร่ มีแต่คนเข้ามาออกความเห็นกันอย่างรุนแรง ด่าหมออย่างนั้นอย่างนี้ หมอใจบาป ไอ้หมอเชี่ย หมอไม่มีจรรยาบรรณ ขาเน่าแค่นี้ตัดขาไม่ได้หรือไง เค้าเรียกมึงมารักษา ทำไมมึงมาบอกให้ฉีดยาให้ตาย พระไม่มีเงินจ่ายใช่มั้ย ถ้าเป็นมึงป่วยหมอบอกรักษาไม่หายต้องฉีดยาตาย มึงจะยอมมั้ย พวกมึงมีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ฉีดยาให้ตาย เอายานั่นไปฉีดหมอเองนั่นแหละดีกว่า... (ผมอาจจะใส่อารมณ์มากไป แต่ก็เพื่ออรรถรสของการอ่านนะครับนะ)
.
.
.
.
.

คำถามคือใครทราบบ้างว่าอาการม้าตัวนี้หนักแค่ไหน กีบที่ว่าเน่า เน่าอย่างไร แล้วรู้จริงหรือไม่ว่ารักษาได้หรือไม่ได้?......

เงียบอีกสิ..... ตอบสิครับตอบ เห็นมั้ยว่า ยังไม่มีใครรู้เลยว่าความจริงเป็นอย่างไร อ่านแล้วผมเข้าใจได้ว่าคงอมเด็กแว๊นไว้ในปากแล้วก็มาพิมพ์ ออกตัวซะแรงเชียว

เคสนี้ผมทราบเรื่องตั้งแต่เมื่อวาน (1 กรกฎาคม 2556) ครับ น้องคนหนึ่งได้โทรมาปรึกษาว่ามีม้าขาเจ็บตัวหนึ่ง ตอนแรกเป็นแผลที่กีบขนาดเล็ก แล้วสุดท้ายลุกลามจนกีบหลุด น้องพึ่งได้เห็นเช่นกัน ตอนนี้ม้าอยู่ที่วัดแห่งนึงในจังหวัดตาก อยากให้หมอช่วยเข้าไปดูแล ผมจึงได้ส่งเรื่องต่อไปทางหมอคุง ซึ่งเป็นสัตวแพทย์ประจำมูลนิธิม้าลำปาง



วันต่อมา (วันนี้) ผมก็ทำงานตามปกติจนมีโทรศัพท์เข้ามาจากพี่โจ (Jo Kanyanat) เจ้าของม้าที่รู้จักกันว่าตอนนี้มีม้ามีปัญหากีบอยู่ที่วัดที่จัดหวัดตาก....... ผมก็ตัดบททันที ว่าเป็นม้าตัวเดียวกันหรือไม่ ซึ่งก็ใช่ และได้ตอบทางพี่โจไปแล้วว่าผมมีความเห็นอย่างไร และผมก็ได้ตามเข้าไปอ่านใน FB และก็พบกับดราม่ามากมาย ผมถึงได้ตัดสินใจเขียนบทความ ม้ากีบเน่า และไอ้หมอเชี่ย (1) และบทความนี้ขึ้นมา

ความเห็นของผมก็คือผมแนะนำให้ Put to Sleep เพื่อให้เค้าหลับไปอย่างสงบ และไม่ต้องทรมานอีก เพราะเคสนี้ไม่ใช่แค่ม้ามีแผล แล้วแผลเน่าธรรมดา เพราะที่ว่าเน่านั้น มันเป็นเช่นนี้


สำหรับคนที่ไม่เคยได้สัมผัสม้า ไม่เคยได้รู้จักม้ามาก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็น penis ม้าหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่แผลมั้ง หยุดโลกสวยของคุณเดี๋ยวนี้ครับ!!

จากภาพที่เห็นนั้นมันคือส่วนของกีบของขาหลังข้างซ้ายที่ตัวกีบได้หลุดออกไปทั้งหมดแล้ว เหลือแต่ตัวเนื้อเยื่อด้านในเท่านั้น ซึ่งตามธรรมชาติแล้วจะมีลักษณะเช่นนี้



และเมื่อส่วนของกีบภายนอกหลุดออกไปก็จะเป็นเช่นนี้


ลองเปรียบเทียบดูกับเคสเจ้าเงินนะครับ เนื้อเยื่อภายในที่เรียกว่า Lamina เสียหายไปหมดแล้ว ซึ่งปกติแล้ว Lamina จะมีลักษณะทางกายวิภาคเช่นนี้ครับ


ภาพทางด้านขวาคือภายในของกีบที่แข็งๆ ที่เราเห็นกันครับ
หมายเลข 1 คือ Coronary groove เปรียบได้กับเล็บเราตรงโคนเล็บนั่นล่ะครับ เป็นส่วนที่รับกับ Coronary band เป็นจุดที่มีการเริ่มต้นการเจริญของกีบ
หมายเลข 2 คือ Insensitive lamina ส่วนนี้เป็นส่วนที่ยึดกับเนื้อเยื่อด้านในของกีบครับ ซึ่งจะอธิบายต่อไป และตามชื่อ Insensitive ก็คือเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึกอะไร

ภาพทางด้านซ้าย หมายเลข 1 คือ Coronary band ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่เจริญของกีบ (เทียบได้กับโคนเล็บของเรานี่ล่ะครับ) และหมายเลข 2 คือ Sensitive Lamina ตามชื่อครับ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ Sensitive หรือบอบบางนั่นเอง อุดมไปด้วยเส้นเลือด และเส้นประสาทจำนวนมาก ถ้าใครเคยเดินเตะขอบเตียง ประตูหนีบนิ้ว หรือเล็บหลุดคงจะพอเข้าใจความรู้สึกว่ามันเจ็บปวดระดับไหน

ผมอาจจะลงลึกไปสักนิด แต่ลองอ่านและทำความเข้าใจสักนิดครับ แล้วดูรูปนี้ต่อไป

ทีนี้ท่านก็จะเข้าใจ (ถ้าคุณพยายามทำความเข้าใจ) ว่าความเจ็บปวดมันน่าจะเป็นระดับไหน แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าม้าต้องยืนอยู่บนส่วนที่เรียกว่ากีบนี้ โดยแบกรับน้ำหนักของร่างกายเอาไว้อีก ซึ่งขาหลังทั้งสองข้างจะรับน้ำหนักประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวในขณะที่ยืน ม้าตัวนี้น้ำหนักน่าจะอยู่ที่ประมาณ 350 - 400 kg ลองคำนวณกันดูครับ ว่าขาหลังข้างขวาของม้าตัวนี้ต้องรับน้ำหนักเท่าไหร่

สมมติว่าม้าตัวนี้ลุกขึ้นยืนได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับขาข้างที่เหลือ น้ำหนัก 2 เท่าจากปกติที่เคยได้รับ จะทำให้กระดูกภายในกีบเริ่มแยกกับตัวผนังกีบและทะลุพื้นกีบลงมาในที่สุด และม้าจะไม่สามารถใช้ขาทั้ง 2 ข้างได้อีกเลย สุดท้ายก็ต้องลงนอน



เอาสลิงพยุงให้ยืนขึ้นสิ

สลิงสามารถช่วยพยุงม้าได้ครับ ในกรณ๊ที่ม้าตัวนั้นยืนนิ่งๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ดิ้น ไม่ขยับไปไหนมากนัก 

เฮ้ย นี่มันดูเป็นความคิดที่เข้าท่านี่นา แต่ช้าก่อน!!! พวกคุณเคยเห็นม้าตัวเป็นๆ ใกล้ๆ กันบ้างมั้ยครับ และพวกคุณเคยสัมผัสม้ามั้ยครับ และพวกคุณเคยเห็นตอนที่ม้าตื่นตกใจและดิ้นสุดพลังกันบ้างมั้ยครับ?

ถ้าพวกคุณเคยเห็น คุณก็จะเข้าใจว่าทำไมมันถึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ถึงพยุงได้ แต่ถ้าเป็นระยะเวลานานตัวสลิงก็ทำให้เกิดแผลกดทับภายนอก และกดอวัยวะภายในช่องท้อง และถ้าตัวสลิงเลื่อนไปกดบริเวณช่องอก ม้าดิ้นแรงมากๆ กระดูกซี่โครงหักทะลุปอด.............. 



ทำ Wheelchair ให้ม้าตัวนี้สิ

คำถามคือคุณจะอุ้มม้าน้ำหนักเกือบครึ่งตันให้นั่งรถเข็นด้วยวิธีใด? 

คุณจะหัดอย่างไรให้ม้าเค้ารับรู้ว่าเค้าสามารถนั่งรถเข็นได้? จะทำอย่างไรไม่ให้เค้ากลัวรถเข็น จะทำอย่างไรกับปัญหาแผลกดทับที่เกิดจากน้ำหนักตัวที่กดลงมาบนรถเข็น? แล้วจะทำให้ตัวม้าอยู่ติดกับรถเข็นได้อย่างไร?
และที่สำคัญจะใช้วัสดุอะไรในการทำรถเข็นคันนี้ที่จะสามารถรับน้ำหนักขนาดนั้นได้ ออกแบบอย่างไร ใช้เงินทุนเท่าไหร่ และใครจะสามารถทำได้บ้าง? เอ้า..... ตอบ ส่วนตัวผมตอนนี้ ตัดความเป็นไปได้ออกไปตั้งแต่จะอุ้มนั่งรถเข็นอย่างไรละครับ

เราจะใส่ขาเทียมให้ม้าตัวนี้กันมั้ย?

คุณอาจจะเคยเห็นรูปที่มีม้าใส่ขาเทียม คำถามคือคุณเคยเห็นมากี่รูปแล้วครับ? 
เท่าทีมีตอนนี้ ยังไม่สามารถใส่ขาเทียมให้ม้าได้ทุกตัวนะครับ มันไม่ง่ายขนาดนั้น เอาเป็นว่าผมขอยกคอมเมนต์นึงจากพี่หมอตั้ม (อ.น.สพ.ธีรพล ชินกังสดาร) มาให้อ่านแล้วกันครับ



ก็ให้เค้านอนแบบนี้ไปเรื่อยๆ สิ เราไม่มีสิทธิตัดสินชีวิตอื่นนะ

"ม้าอยู่ในที่โล่งแจ้งแต่เป็นฝูงเพื่อระวังภัยให้กันและกัน เดินหาอาหารและแทะเล็มตลอดวัน ม้าต้องการการลงนอนและหลับสนิทเพียง 15 นาทีต่อวัน"
(ที่มา http://www.thehorsepital.com/horsemanual/73-2012-08-15-10-41-19 )

อ่านแล้วคิดอะไรได้สักนิดนึงมั้ยครับ? ธรรมชาติของม้าคือการเดินๆๆๆๆๆ วิ่งๆๆๆ เล็มกินหญ้าตลอดทั้งวัน การเดินไม่ใช่แค่เดิน มันช่วยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วย ทีนี้ถ้าม้านอนนานๆ สิ่งที่ตามมาคือ เสียดท้อง ซึ่งถือเป็นกรณีฉุกเฉิน ส่งผลถึงชีวิตได้ในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ถูกต้อง บางเคสต้องผ่าตัดด้วยซ้ำไป 

ถ้าบอกว่าม้าเสียดก็รักษาสิ คำถามคือคุณเคยรักษาม้าเสียดมั้ยครับ คุณเคยเห็นมั้ยว่าอาการเป็นอย่างไร คุณทราบขั้นตอนในการรักษามั้ย ถ้ามันสามารถทำได้ขณะที่ม้านอนอยู่แบบนั้นชีวิตหมอม้าอย่างผมคงสบายขึ้นอีกเยอะ

อีกปัญหานึงคือการนอนนานๆ ก็คือการเกิดแผลกดทับครับ แผลกดทับเป็นอย่างไร ก็ไม่น่าจะต้องอธิบายมากนะครับ เรื่องแบบนี้น่าจะเข้าใจกันได้

......................................................................................................

ถ้าท่านจะรับอุปการะม้าตัวนี้ ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูเค้าทรมาน และตายไปเองในที่สุด ท่านสามารถลงชื่อได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ 
UPDATE เคสต่างๆ JULY 2013

ที่กล่าวม้าทั้งหมดนี้จะเห็นว่าตัวผมเอง มีความเห็นที่ชัดเจนว่าเห็นสมควรให้ Put to sleep เนื่องจากเห็นว่าหากให้ม้าตัวนี้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ต่อไป ก็จะมีแต่ความทรมานจนกว่าจะตาย 

หากท่านคิดว่าการยื้อชีวิตเป็นการทำบุญ ผมไม่สามารถขัดศรัทธาของทุกท่านได้ แต่ท่านควรเตือนตัวเองสักนิดว่าตลอดเวลาที่ท่านยื้อชีวิตนี้ไว้ ชีวิตนี้จะต้องทนทรมานไปตลอด และทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะขาดใจตายไปเอง 

ท่านจะเลือกทางใด ท่านจะออกความเห็นว่าอย่างไร ท่านจะผรุสวาทออกมาหยาบคายเพียงใด ผมไม่สามารถห้ามได้ ท่านเลือกได้ด้วยตัวท่านเอง ว่าท่านจะมองเหตุการณ์นี้อย่างไร



***บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ถือเป็นบทความกึ่งวิชาการกึ่งตัดพ้อบทความหนึ่งเท่านั้น***

สำหรับเรื่องนี้...... เรื่องจริงมันเศร้า  เรื่องเล่ามันตลก.... ไม่ออกจริงๆ :(

น.สพ.ฐาปนา จารุธรรมสิริ
นายสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลม้าโคราช

ม้ากีบเน่า และไอ้หมอเชี่ย

หลังจากที่ไม่ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเคสม้ามาพักนึง วันนี้ก็อดรนทนไม่ได้มันคันไม้คันมือคันปากเสียจริง จึงขอบรรเลงสักหนึ่งบทความ

เรื่องมันมีอยู่ว่า........ ม้าตัวหนึ่งชื่อเจ้าเงิน มีหมอเข้ามาดูบอกว่ารักษาไม่หาย แนะนำให้ฉีดยาให้มันตายเอง แต่อาตมา เอ้ย พระที่เอามาโพสต์บอกว่าจะเลี้ยงมันไปจนกว่าจะตาย อยากได้ยา หรืออาหารเสริมเพื่อประทังชีวิตเจ้าเงินต่อไป


ทีนี้มาเลยครับคอมเมนต์จากสาธุชนคนใจบุญ

ทำไมต้องฉีดยาให้ตายล่ะ ตัดขาไม่ได้เหรอ......
หมอพูดน่าเกลียด เค้าเรียกไปรักษาไปฉีดยาให้มันตายทำไม หมอกากกกกกกกกกก พวกมึงเป็นหมอจริงป่าวเนี่ย!!

หมอแม่งเชี่ยว่ะ

ถ้าวันนึงหมอป่วยขึ้นมา เค้าบอกว่ารักษาไม่หายต้องฉีดยาให้ตาย หมอจะยอมมั้ย คนหรือสัตว์ก็รักชีวิตเหมือนกันแหละ...... อืม คมนะคม.......






















อย่าตัดสินชีวิตใครด้วยการฉีดยาให้ตายนะครับ ชีวิตใครใครก็รักนะครับนะ






บางคนก็มาแนวปาฏิหาริย์ เชื่อแล้วมันจะดี






นี่ก็มาแนวธรรมะธรรมโม






พออ่านมาถึงตรงนี้ อื้อหือ!!! สัตวแพทย์นี่แม่งเหี้ยกันจริงๆ เลยเนอะ เลวทรามต่ำช้า ไม่มีจรรยาบรรณ เลวร้ายที่สุดทำไมทำแบบนี้ ที่บ้านไม่เคร่งเรื่องมารยาทหรือไง!!

ตัวผมเองก็......... แดกจุดไปสิ....................................................................................

แต่ในที่สุด!!

หลังจากที่หมอโดนด่าไปสักพัก ก็มีคนเข้ามาช่วยออกความเห็นที่เห็นด้วยกับหมอ

หมอเขาพูดถูกนะครับ มันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย น้องเค้าจะเจ็บขามาก หมอไม่ได้อยากฆ่าน้องหรอก....

แล้วก็มีคนเข้ามาช่วยอธิบายให้ช่วยทำเข้าใจอย่างถูกต้อง

เวลาม้าบาดเจ็บ เจ็บปวดทรมานมาก รักษาไม่หาย ก็เลือกให้เค้าไปเร็วๆ จะได้ไม่ต้องทรมานมาก คิดว่าหมอคงไม่อยากให้ม้าตายหรอกมั้งคะ (พยักหน้าเห็นด้วย หงึกๆ)

เข้าใจหน่อยค่ะ อย่าด่าหมอเลยค่ะ 

แล้วก็มีพี่สาวใจดีพี่ Jo Kanyanat ช่วยเข้ามาอัพเดทสถานการณ์ล่าสุด ว่าได้มีคนติดต่อหมอที่มูลนิธิม้าลำปางเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งก็คือน้อง Denise Pattrareeya Kim นี่แหละครับที่เป็นคนติดต่อหมอทั้งหลายที่รู้จัก จากหมอกฤษณะที่มหิดล มาที่ผม และผมก็ส่งเรื่องต่อไปที่หมอคุง Koong Nakrub สัตวแพทย์ประจำมูลนิธิม้าลำปาง เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ก็มีน้องแชมป์ (พี่แชมป์วัวยิ้ม เขย่าวงการวัวไทย) นักศึกษาสัตวแพทย์ปี 6 รุ่นน้องที่คณะผมเองก็เข้ามาช่วยอธิบาย ว่ามันเป็นอย่างไร ทำไมถึงต้อง Put to sleep

แล้วก็มีพี่หมอตั้ม Tum Chin ช่วยเข้ามาตอบอีกคน เพื่อให้ทำความเข้าใจกันก่อน และขอให้ช่วยหยุดด่าโดยที่ไม่ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องในด้านนี้เสียทีเถิดดดดดด

พอได้คำอธิบายไป หลายๆ คนก็เริ่มเข้าใจเหตุผล หลายๆ คนก็ถึงกับปลง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าจะอธิบายอย่างไรดี






















คาดว่าน่าจะจบด้วยดี แต่แล้ว.....

ไม่นะทำไมต้องทำแบบนี้ ระดมทุนสิ พาม้าไปรพ.ม้าสิ 

(ผมทำงานอยู่รพ.ม้า แห่งหนึ่ง ตัวผมเองประเมินแล้ว เห็นควรให้ Put to sleep ไม่ควรให้เค้าทรมานต่อนะครับ ไม่ต้องส่งมาที่ผม)

และก็ โลกสวยกันต่อไป

แล้วก็เริ่มประชดประชัน

จากนั้นก็มีคนเสนอนู่นนี่นั่นกันมา พี่หมอตั้ม ก็เข้ามาอธิบายอีกรอบเกี่ยวกับขาเทียมว่าเป็นอย่างไร มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น


และพี่โจ ก็พยายามเข้ามาสรุปอีกรอบนึง ว่าถ้าอยากรักษาก็เอาล่ะ พวกเราต้องช่วยกัน ค่าใช้จ่ายเท่านั้นเท่านี้ จัดเตรียมสถานที่ จัดเตรียมคนดูแล เอ้า เข้ามาช่วยลงชื่อกันหน่อยเร็วเข้า










(สำหรับคนที่กำลังอ่านต่ออย่าเพิ่งสงสัย ผมขอเว้นไว้ให้กับความเงียบหลังจากขอคนลงชื่อเพื่อรับผิดชอบดูแล)
.
.
.
.
.
.
.

(น่าจะพอ)



แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของ Social network ก็ยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการด่ากันอย่างสนุกสนาน

ใครอยากติดตามดราม่านี้ก็เชิญคลิกอ่านต่อกันเองได้ครับ คงหาไม่ยากนัก เพราะมีคนแชร์กันไปเยอะมาก



และหลังจากนี้ผมจะเขียนสรุปให้อีกครั้งว่าใน ม้ากีบเน่า และไอ้หมอเชี่ย (2) เพราะอะไรหมอถึงพิจารณาให้ Put to sleep เพราะอะไรถึงไม่พยายามรักษา เพื่อให้ทุกคนได้อ่านทำความเข้าใจ และใช้วิจารณญาณของตนเองอีกครั้งอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยความสะใจ

เพราะทุกครั้งที่มีอะไรแชร์ขึ้น Social Network ต่างๆ เราใจเร็ว มือเร็วกันเกินไปหรือไม่ที่จะออกความเห็นในเรื่องที่เราไม่รู้ ในเรื่องที่เราไม่มีข้อมูลอะไรเลย
เราด่าคน กลุ่มคน วิชาชีพ หรืออาชีพ ที่หลายๆ คนทำอยู่อย่างเสียๆ หายๆ โดยที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย เพียงเพราะมันเป็นสิทธิ์ของเราเท่านั้นหรือ

นี่คีบอร์ดกู นี่คอมกู นี่เฟซบุ๊คกู นี่ความเห็นกู เท่านั้นหรือ....................................






(และผมไม่เข้าใจอยู่อย่างนึง ทำไมเงียบกันจังครับ แค่ขอชื่อคนดูแลแค่เนี้ยเอง)

ปล. ผมไม่ขอเซนเซอร์ชื่อแอคเคาท์ FB ของแต่ละท่านนะครับ เพราะผมคิดว่าเป็นความเห็นที่ทุกท่านกลั่นออกมาจากสมองแล้วบรรจงนิ้วจิ้มสู่คีย์บอร์ดมาโผล่ในช่องคอมเมนต์ แล้วยังเอื้อมนิ้วไปกด Enter เพื่อส่งความเห็นนั้นๆ ด้วยตัวท่านเอง...... ผมถือว่าท่านไตร่ตรองกันดีแล้ว

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

"หมอ"



วันนี้เป็นอีกวันที่หนัก..... หนักใจ


ระหว่างที่กำลังตรวจม้าอยู่ที่คอกม้าแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ได้มีโทรศัพท์เข้ามา ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะรีบร้อน ถามว่าที่นี่ใช่โรงพยาบาลม้าหรือไม่ และต้องการที่จะให้เข้าไปรักษาม้าให้หน่อย ซึ่งสถานที่ก็อยู่ห่างจากที่ผมอยู่ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร


ถามอาการทางโทรศัพท์ก็บอกมาว่าม้าท้องอืด และให้กรอกยาให้ไปแล้วในเบื้องต้น และม้ามีอาการมาตั้งแต่เมื่อวาน.......


สุดท้ายผมก็รับปากว่าจะเข้าไปรักษาให้ เพราะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลและสามารถช่วยได้


พอไปถึงที่นัดหมาย ก็พบกับม้าตัวเล็กๆ ตัวนึง น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม กำลังยืนตัวเกร็ง กล้ามเนื้อสั่นทั้งตัว ขาหลังถ่างออก และพยายามย่อตัวลงนอนตลอดเวลา


ม้าตัวนี้กำลังเจ็บปวดรุนแรง ในตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเสียด เห็นอาการม้าก็รีบจัดการก่อน อันดับแรกคือสอดท่อเข้ากระเพาะอาหาร มีหญ้าออกมา ซึ่งหญ้าให้กินครั้งสุดท้ายคือเมื่อวานเย็น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรออกมามากนัก อาการปวดไม่น่าจะมาจากกระเพาะอาหารที่ขยายตัว........


หลังจากนั้นก็ให้น้ำเกลือเพราะม้า dehydrate มาก และเยื่อเมือกเป็นสีม่วง รวมถึง CRT ประมาณ 3 วินาที อัตราการเต้นของหัวใจสูง หายใจหอบเสียงดังตลอดเวลา ม้าตัวนี้กำลังเดินหน้าไปสู่อาการช๊อค


หลังจากที่ให้น้ำเกลือและให้ยาลดปวดไป พบว่าม้าไม่ตอบสนองเท่าที่ควร ระหว่างนี้ก็ให้พี่คนขับรถ ขับไปเอาน้ำเกลือเพิ่มเติมที่คอกม้าใกล้ๆ นั้น เพราะน้ำเกลือบนรถไม่มี และที่คอกนั้นมีน้ำเกลือแค่ 5 ขวด


ระหว่างที่รอน้ำเกลือก็ซักประวัติโดยละเอียดอีกครั้ง... จากคนดูแล


ม้าแสดงอาการปวดท้องตั้งแต่เมื่อวานเย็น เห็นว่าม้าตะกุยคอก และยืนตัวเกร็ง แต่ก็คิดว่าม้าไม่ได้เป็นอะไรมาก และม้ายังพอกินได้ อึได้ และตดได้


พอมาเห็นอาการอีกครั้งตอนเช้าก็พบว่าม้านอนตัวเกร็ง กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ขาเหยียดเกร็ง คอเกร็ง หันคอไม่ได้เลย พอเห็นแบบนั้นคนดูแลก็พยายามให้ม้าลุกขึ้น และพาออกไปเดิน พอพาออกไปเดินก็พบว่าม้าตดหลายครั้ง และเวลาเดินก็จะเดินตัวเกร็งเกือบตลอด


หลังจากนั้นก็กรอกยาธาตุน้ำแดงเข้าไปสองขวด.... และฉีดยาไป 15 ซีซี


ส่วนเรื่องการให้อาหารก็ให้กินหญ้าตลอดวัน และให้อาหารข้นวันละ 1 กิโลกรัม วันละ 1 ครั้ง......


ม้าตัวนี้ไม่เคยทำวัคซ๊น ถ่ายพยาธิเคยถ่าย แต่ไม่รู้ว่าใช้ยาอะไร....


..............................


พอเจ้าของม้ามาก็ได้คุยกับเจ้าของม้าว่าอาการตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก และก็ได้พูดคุยเรื่องต่างๆ เพิ่มเติม พบว่าคอกม้าที่ฟาร์มยังสร้างไม่เสร็จเลยมาฝากหมอให้ดูแล และจัดการเรื่องตอน พร้อมกับฝึกม้า.....


ห๊ะ เดี๋ยวนะ คนนี้เป็นหมอเหรอ แล้วทำไมถึงรักษาไม่ได้เลย แล้วก็ไม่รู้อะไรเลย ตอนม้าได้ด้วยเหรอ....... (คิดในใจ)


และหลุดปากออกไป


พี่คนนี้เป็นหมอเหรอครับ?? เป็นสัตวแพทย์เหรอครับ??


เจ้าของตอบกลับมาว่า เค้าไม่ใช่หมอเหรอ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเค้าเรียกกันว่าหมอก็เลยเอาม้ามาให้ดูแล


ด้วยความปากไว ผมตอบทันทีว่าไม่ใช่สัตวแพทย์ครับ อาจจะเรียกว่าหมอ แต่ไม่ใช่แน่ๆ


และก็บอกเจ้าของไปว่า ถ้าตอนม้าไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนโดยคนๆ นี้ ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูง เพราะผมไม่รู้ว่าวิธีที่เค้าใช้คืออะไร และสะอาดมากพอมั้ย เพราะคนที่ไม่ใช่สัตวแพทย์มักจะไม่คำนึงถึงเรื่องนี้


พอหันไปถาม "หมอ" ว่าพี่ช่วยบอกผมตรงๆนะ ว่าพี่ทำยังไงบ้าง สิ่งที่ฟังมาอยากจะบอกว่า เหี้ยอะไรเนี่ยยยยยยยยยย


หลังจากนั้นผมก็เดินไปดูม้าอีกรอบ พอเอามือไปแตะที่บริเวณซี่โครง สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือ... เสียงครึ่กๆๆๆๆ ตามจังหวะการหายใจ.........


...........


ผมหันไปถาม "หมอ" อีกเรื่องว่า พี่กรอกยาไปยังไงครับ สอดท่อหรือเปล่า เค้าบอกว่าไม่ได้สอดท่อ ก็กรอกปากตามปกติ.... อืม........ ใช้อะไรครับ


แล้ว "หมอ" ก็ชี้ไปที่ท่อพีวีซ๊ ยาวประมาณ 30 cm เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 cm ด้านนึงตัดเป็นปากฉลาม...........


me: พะ พี่กรอกยังไงครับ...


"หมอ" : ก็เอายาใส่กระบอกแล้วก็กรอกใส่ปากเลยครับ


me: แล้วม้ากลืนเข้าไปมั้ย ตอนกรอกนี่ก็จับหน้าม้ายกขึ้นแล้วกรอกลงไปหรือเปล่า...


"หมอ" : อ่า ใช่ครับ แบบนั้นแหละ


me : ................... ขอบคุณครับ


เวลาจับม้าเชิดหน้าขึ้นสิ่งที่จะเปิดรับสิ่งต่างๆ จากปาก ไม่ใช่หลอดอาหาร แต่เป็นหลอดลม........


เพราะหลอดลมอยู่ด้านล่างของหลอดอาหาร เวลาที่สอดท่อ ถึงต้องงอคอม้ามากๆ เพื่อให้หลอดอาหารที่อยู่ด้านบนมาอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการสอดเข้าไปได้


ผมก็มองหน้า "หมอ" ตรงๆ แล้วก็บอกเค้าว่า ที่พี่กรอกไป มันทำให้ม้าสำลักได้ และมันเป็นสิ่งเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมปอดม้าถึงมีเสียงแบบนั้น......


หน้า "หมอ" ถอดสีสิครับ


แล้วอีกอย่างนึงที่พี่ตอนม้า ตอนนี้แผลที่ตอนยังไม่ปิด บวมอยู่แต่ไม่มากนัก แต่มีหนองไหลออกมาเวลาที่ผมบีบ และม้าตัวนี้ไม่เคยทำวัคซ๊นอะไรเลย.... บาดทะยัก พี่รู้จักมั้ยครับ?


...................................................


ตอนที่ผมคุยกับ "หมอ" เจ้าของม้าไม่อยู่ ผมถึงได้คุยตรงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น....


ตอนนี้มี 3 ปัญหาคือ ระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร.......


อาการที่แสดงแต่ละระบบ เป็นอาการที่ทำให้ม้าถึงตายได้ทั้งนั้น แม้จะเจอแค่ระบบเดียว........


และสิ่งที่เกิดขึ้น ป้องกันได้ แต่ไม่มีใครป้องกัน และบางอย่างถ้าไม่ทำจะดีกว่า.....


ผมเสนอทางเลือกให้ สองทาง คือยื้อจนถึงที่สุด หรือฉีดยาให้หลับไป.......


โอกาสรอดไม่มากนัก


สิ่งที่ "หมอ" ตอบกลับมาคือว่า ให้ผมคุยกับเจ้าของโดยตรงดีกว่า เพื่อให้เจ้าของตัดสินใจ แต่ให้ผมพยายามเลี่ยงไม่พูดเรื่องบาดทะยัก............


..................


ผมเข้าไปตรวจแล้ว พยายามรักษาแล้ว แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น


ภายหลังจากที่ผมออกมาอาจจะมีการพูดคุยกันในทำนองที่ว่า "หมอ" คนนั้นได้ทำทุกอย่างแล้ว ดีที่สุดแล้ว เรียกสัตวแพทย์มาก็ค่าเท่ากัน ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่ "หมอ" คนนั้นทำหรอก.......


แต่พวก "หมอ" ไม่เคยยืดอกรับเลย ว่าสิ่งที่ทำไปมันไม่ใช่การรักษา มันทำให้ม้ามีแต่แย่ลง และตายในที่สุด........


สิ่งที่ "หมอ" ทำกัน คือสิ่งที่บอกต่อกันมา ฉีดยาตัวนี้เท่านี้ ให้กรอกยาตัวนี้ ให้ทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ไม่มีหลักการ ไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย พอถามว่าใครบอกให้ทำ ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วก็บอกว่าพวกกัน เค้าทำกันมาแบบนี้


บุคคลที่เรียกสถาปนาตัวเองว่าเป็น "หมอ" แต่สิ่งที่ทำมันกลับตรงข้ามกับ สัตวแพทย์อย่างพวกผมเหลือเกิน


ไม่มีใครเอาผิดคนเหล่านี้ได้ และถ้าเจ้าของก็ยังคงเชื่อใจคนเหล่านี้ มันคงจะมีเรื่องราวแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น.....


และผู้ที่รับผลของการกระทำนั้นก็ไม่ใช่ใคร...... ม้าของพวกคุณเอง.....